บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

การตีความกฎหมาย

ดัชนีบทความ
การตีความกฎหมาย
หน้าที่ 2
ทุกหน้า

 

การตีความกฎหมาย

การตีความกฎหมาย คือการตี "ถ้อยคำ" ของกฎหมายให้ได้เป็นข้อความที่จะนำไปใช้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท การตีความไม่ใช่แปลความ การแปลเป็นการกระทำตรงไปตรงมาไม่ต้องขบคิดค้นหาอะไรมาก ความในภาษาหนึ่งเป็นอย่างไร แปลไปสู่อีกภาษาหนึ่งให้ตรงกันก็ใช้ได้ แต่การตีความเป็นการขบคิดค้นหาจากคำตอบทางกฎหมายอย่างใช้เหตุใช้ผล ไม่ใช่การทายหรือเดาสุ่มทำนองการตีปริศนาหรือการทายปริศนา และไม่ใช่เป็นการแปลความด้วย
         

โดยสรุปการตีความมีความหมายว่า การคิดค้นหาจากบทบัญญัติของกฎหมายโดยวิธีใช้เหตุผลตามหลักตรรกวิทยา และสามัญสำนึกเพื่อให้ได้มาซึ่ง "ข้อความ" ของกฎหมายที่จะนำไปใช้วินิจฉัยคดีข้อพิพาทได้อย่างถูกต้อง คือเหมาะเจาะเหมาะ สมและเป็นธรรม 
     
 1. ในกรณีในที่ต้องมีการตีความ 
 
          เรื่องนี้มีความเห็นของนักนิติศาสตร์แตกต่างกันอยู่ 2 ฝ่าย กล่าวคือ
         

ฝ่ายแรก เห็นว่า ในกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายมีความหมายชัดเจนแน่  นอนอยู่แล้วก็ไม่ต้องตีความกฎหมายนั้น การตีความกฎหมายจะเกิดมีขึ้นก็เฉพาะในกรณีบทบัญญัติของกฎหมายมีข้อเคลือบแคลงสงสัยเท่านั้น
         

ฝ่ายสอง เห็นว่า การตีความกฎหมายนั้นไม่จำกัดเฉพาะในกรณีถ้อยคำในกฎหมายไม่ชัดเจนเท่านั้น แม้ในกรณีที่ถ้อยคำในกฎหมายชัดเจนดีอยู่แล้วก็ต้องมีการตีความกฎหมาย เพราะความเป็นจริงถ้อยคำแต่ละถ้อยคำที่ประกอบเป็นข้อความนั้นไม่มีความหมายที่ชัดแจ้งในตัวของมันเอง ความหมายของมันจะชัดเจนขึ้น เมื่อเราอ่านรวมกับถ้อยคำอื่นที่เป็นข้อความแวดล้อมและที่รวมกันเข้าก็ประกอบเป็นข้อความทั้งหมดของเรื่องนั้น โดยสรุปก็คือต้องพิจารณาถึงถ้อยคำตัวอักษรที่ชัดเจนนั้นประกอบกับเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นพร้อมกันไป เพื่อให้ได้ความหมายที่แท้จริงหรือเหตุผลที่แท้จริงของกฎหมาย 
     
 2. เหตุที่ต้องมีการตีความกฎหมาย 
 
          การที่ต้องมีการตีความกฎมายก็เพราะว่าฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าที่เกิดขึ้ในภายหน้าได้ทุกกรณี จึงไม่สามารถบัญญัติกฎหมายให้ครอบคลุมทุกกรณี นอกจากนั้นฝ่ายนิติบัญญติอาจมีความผิดพลาดในเรื่องการตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับได้ เช่นบัญญัติกฎหมายไวเคลือบคลุมหรือขัดแย้งกันเอง เช่นนี้ในการใช้กฎหมายจึงต้องมีการตีความกฎหมาย 
     
 3. การตีความกฎหมายทั่วไป 
 
          การตีความกำมหายต้องพิเคราะห์ตัวอักษรให้ได้ความหมายของตัวอักษร และการจะรู้ความหมายของตัวอักษรได้ต้องพิเคราะห์เหตุผลหรือความมุ่งหมายของกฎหมายประกอบดัวย กรตีความกฎหมายจึงต้องพิจารณาประกอบกันไป 2 ด้าน คือ พิเคราะห์ตัวอักษร และพิเคราะห์ความมุ่งหมายของกฎหมาย (เจตนารมณ์ของกฎ หมาย) ไปด้วยกัน โดยสรุปในการตีความนั้นต้องใช้ทั้งตีความตามตัวอักษรประกอบกับการตีความตามเจตนารมณ์แต่เพื่อประโยชน์ในการศึกษาจะขอแยกพิจารณาการตีความกฎหมายโดยทั่วไป เป็น 2 กรณี

ข้อ 1 การตีความตามตัวอักษร 
         

เป็นการพิจารณาความหมายของกฎหมายจากตัวบทกฎหมายนั้น ซึ่งแยกพิจารณาได้ 3 กรณีคือ
                   

กรณีที่ 1 กรณีที่ถ้อยคำมีความหมายเป็นไปตามที่สามัญชนทั่วไปเข้าใจกัน ซึ่งสามารถหาความโดยยึดถือความหมายที่ปรากฎในพจนานุกรมเป็นหลัก
                   

กรณีที่ 2 กรณีใช้ภาษาทางวิชาการหรือภาษาเทคนิค เมื่อใดคำในตัวบทกฎ หมาย ใช้คำเป็นภาษาทางวิชาการหรือภาษาเทคนิค ก็ต้องถือความหมายตามที่เข้าใจในวงวิชาการนั้นเช่นกฎหมายที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ มีชื่อสารเคมีในตัวบทกฎหมาย ก็ต้องเช้าใจว่าสารเคมีที่ระบุในกฎหมายนั้นมีความหมายเหมือนกับความ หมายในวงวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์
                   

กรณีที่ 3 กรณีถ้อยคำที่กฎหมายประสงค์ให้มีความหมายเป็นพิเศษกว่าที่เข้า ใจกันอยู่ในภาษาธรรมดา ที่เรียกว่า "ศัพท์กฎหมาย" ศัพท์กฎหมายนั้นจะใช้ในกรณีที่เป็นของกฎหมายโดยแท้ เช่นคำว่า นิติกรรม โมฆียกรรม เป็นต้น จึงต้องเป็นไปตามความหมายที่เป็นที่เข้าในกันในวงการของนักกฎหมาย หรือเป็นไปตามความหมายที่ผู้บัญญัติกฎหมายประสงค์เป็นเช่นนั้น

ศัพท์กฎหมายนั้นแยกออกได้เป็น 3 ประเภทคือ
         

ก. ศัพท์กฎหมายที่ก่อตัวและพัฒนาโดยวิชานิติศาสตร์
          วิชาการนิติศาสตร์ก็เหมือนวิชาการอื่นๆ ที่ต้องมีคำศพท์เฉพาะทีใช้ในทางวิชาการของตน นักนิติศาสตร์ได้คิดประดิษฐ์คำศัพท์กฎหมายขึ้น มาใช้ในวิชาการนิติศาสตร์สะสมกันมานับเวลาเป็นพันปีนับตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน บางคำก็มีการนิยามไว้ บางคำก็มิได้มีการนิยามเอาไว้ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาจากตำราคำสอบต่างๆ
         

ข. คำศัพท์ที่เกิดจากคำพิพากษาของศาล
          เป็นกรณีที่เกิดขึ้นจากคำพิพากษา ของศาลฎีกาได้มีการอธิบายความหมายหรือให้ความหมาย แก่ถ้อยคำบางคำของตัวกฎหมายไว้ และคำพิพากษาฎีกาที่มีมาในภายหลังได้ยอมรับ วินิจฉัยไปในทำนองเดียวกันเรื่อยมา จนเห็นที่ยอมรับกันในวงการนักกฎหมายทั่วไป เช่นคำว่า "ผู้เสียหาย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น นอกจากจะต้องเสียหายในทางพฤตินัย คือตามความเป็นจริงแล้ว ศาลฎีกายังได้ให้ความ หมายอีกว่าต้องเสียหายในทางนิตินัยด้วย คือไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด (คำพิพากษาฎีกาที่ 1390/2475,1183/2480)
         

 ค. ศัพท์กฎหมายที่เกิดจากการนิติบัญญัติ
                   

1) กฎหมายประสงค์ให้คำมี่ใช้ในกฎหมายมีความหมายต่างไปจากความหมายที่เข้าใจกันทั่วไป กฎหมายจะมีบทนิยามความหมายของคำนั้นๆไว้
                   

2) ในบางครั้งการบัญญัติกฎหมายจำเป็นต้องใช้ประโยคที่มีใจความยาวๆ ที่เหมือนกัน ซ้ำๆ กันอยู่เรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ตัวบทกฎหมายมีลักษณะเยิ่นเย้อและให้ง่ายต่อการเขียนและการอ่าน ทำความเข้าใน ผู้บัญญัติกฎหมายมักคิดคำศัพท์กฎหมายขึ้นมาใช้แทนประโยคที่มีใจความยาวๆ ก็ใช้ศัพท์กฎหมายที่สั้นกระทัดรัดเข้าไปแทนที่ ในบางครั้งคำศัพท์มีความหมายต่างจากปกติธรรมดาที่คนทั่วไปเข้าใจกัน เช่น พระราชบัญญัติการประมง พศ. 2490 มาตรา 4(1) บัญญัติว่า ""สัตว์น้ำ" หมายความว่า ปลา เต่า กระ กุ้ง ปู สัตว์น้ำจำพวกปลิงทะเล จำพวกฟองน้ำ และจำพวกสาหร่ายทะเล" ซึ่งโดยข้อเท็จจริง สาหร่ายทะเลเป็นพืช ไม่ใช่สัตว์ แต่ก็กลายเป็นสัตว์ไปตามที่กฎหมายนิยาม