บริการของเรา

· ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับพิธีการศุลกากรและสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร เช่น การลดอัตราอากรหรือยกเว้นอากรตามมาตรา๑๒หรือมาตรา๑๔แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ๒๕๓๐

· ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคดีผิดศุลกากร

· ให้คำปรึกษาและดำเนินการขอคืนภาษีศุลกากร

· ให้คำปรึกษาและดำเนินการขอใบอนุญาตตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

· ให้คำปรึกษาและดำเนินการขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑบนหรือเขตปลอดอากร

  

 


สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

การออกประกาศกระทรวงการคลังให้มีผลย้อนหลัง

การออกประกาศกระทรวงการคลังให้มีผลย้อนหลัง

1.  กฎหมาย

1.1  พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530

มาตรา  12 “เพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศหรือเพื่อความผาสุกของประชาชนหรือเพื่อความมั่นคงของประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศลดอัตราอากรสำหรับของใดๆ จากอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากรหรือยกเว้นอากรสำหรับของใดๆ หรือเรียกเก็บอากรพิเศษเพิ่มขึ้นสำหรับของใดๆ ไม่เกินร้อยละห้าสิบของอัตราอากรที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากรสำหรับของนั้น ทั้งนี้ โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใดๆ ไว้ด้วยก็ได้ การประกาศ การยกเลิกหรือ เปลี่ยนแปลงประกาศในวรรคหนึ่ง ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา”

“การประกาศ การยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงประกาศในวรรคหนึ่ง ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา”

มาตรา  14 “เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศยกเว้น ลดหรือเพิ่มอากรจากอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร หรือประกาศเรียกเก็บอากรตามอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร สำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศที่ร่วมลงนามหรือลักษณะตามที่ระบุไว้ใน สัญญาหรือความตกลงดังกล่าว ทั้งนี้จะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใดๆ ไว้ด้วยก็ได้”

“การประกาศ การยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2537 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 111 ตอนที่ 62ก ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2537)

1.2  พระราชบัญญัติศุลกากร พระพุทธศักราช 2469 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

มาตรา 10 ทวิ “ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้น ในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ”

“ภายใต้บังคับมาตรา 87 และมาตรา 88 การคำนวณค่าภาษีให้ถือตามสภาพของราคาของและพิกัดอัตราศุลกากรที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีเกิดขึ้น แต่ในกรณีของที่เก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บนให้คำนวณตามพิกัดอัตราศุลกากรที่ใช้อยู่ในเวลาซึ่งได้ปล่อยของเช่นว่านั้นออกไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บน ไม่ว่าจะปล่อยออกไปในสภาพเดิมที่นำเข้าหรือในสภาพอื่น”

“ในกรณี....................”

2.  ผลการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เรื่องเสร็จที่ 193/2545

“โดยทั่วไป การออกกฎหมายโดยฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อให้มีผลบังคับเปลี่ยนแปลงสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลที่มีอยู่ตามกฎหมายเป็นการย้อนหลัง ย่อมกระทำได้เสมอ หากจำเป็นและสมควรที่จะต้องออกกฎหมายให้มีผลย้อนหลัง ซึ่งการออกกฎหมายที่มีผลใช้บังคับย้อนหลังในทางที่เป็นคุณ โดยปกติย่อมกระทำได้ สำหรับกฎหมายว่าด้วยภาษีอากรซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้และนโยบายการคลังของรัฐนั้น โดยหลักแล้ว หากกฎหมายมีผลใช้บังคับย้อนหลังเป็นคุณแก่ผู้เสียภาษีอากร ย่อมกระทำได้ ซึ่งการออกประกาศกระทรวงการคลังมาตรา 12 และมาตรา 14 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรฯ เป็นกรณีที่กฎหมายให้อำนาจแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่จะกำหนดเปลี่ยนแปลงพิกัดอัตราศุลกากรที่ใช้ในการคำนวณค่าภาษี เพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศหรือเพื่อความผาสุกของประชาชนหรือเพื่อความมั่นคงของประเทศสำหรับกรณีของมาตรา 12 และเพื่อปฏิบัติตามความผูกพันตามสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศสำหรับกรณีตามมาตรา 14 ซึ่งในบางครั้งการประกาศ การยกเลิกหรือการเปลี่ยนแปลงเพื่อยกเว้นหรือลดอากรจากอัตราที่กำหนดไว้หรือที่เรียกเก็บอาจไม่สามารถดำเนินการล่วงหน้าได้ จึงจำเป็นต้องออกประกาศเพื่อให้มีผลบังคับย้อนหลัง ส่วนมาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรฯ เป็นการกำหนดเวลาสำหรับคำนวณค่าภาษีที่จะต้องเสียเท่านั้น การที่ประกาศกระทรวงการคลังมีผลใช้บังคับอัตราอากรศุลกากรย้อนหลังสำหรับของที่นำเข้า จึงมีผลให้ต้องคำนวณค่าภาษีใหม่ตามอัตราอากรใหม่ตั้งแต่เวลาที่มุ่งหมายใช้บังคับอัตราอากรใหม่เป็นต้นไป แต่มิได้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงความรับผิดในการเสียค่าภาษีอากรตามมาตรา 10 ทวิ แต่อย่างใด การออกประกาสกระทรวงการคลังตามมาตรา 12 และมาตรา 14 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรให้มีผลย้อนหลังในทางที่เป็นคุณแก่ผู้มีหน้าที่ต้องเสียค่าภาษี จึงสามารถกระทำได้”