บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

กฎหมายศุลกากร

 

กฎหมายศุลกากร

กฎหมายศุลกากรเป็นกฎหมายภาษีอากรโดยมีสาระสำคัญกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชนผู้ประกอบกิจการค้าโดยรัฐมีอำนาจควบคุมและจัดเก็บภาษีอากรสินค้าหรือของที่นำเข้ามาในและส่งออกไปนอกราชอาณาจักร และเพื่อให้การจัดเก็บภาษีอากรเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด จึงต้องกำหนดขั้นตอนการนำของเข้าและส่งของออก ความรับผิดในค่าภาษีอากร การกำ หนดเวลาเวลาเสียค่าภาษีอากร และเพื่อส่งเสริมการผลิตเพื่อการส่งออกจึงมีมาตรการสิทธิพิเศษด้านภาษีอากรสำหรับการนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตเป็นสินค้าแล้วส่งกลับออกไปต่างประเทศ

 

เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายศุลกากรบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายในการจัดเก็บภาษีอา กรของรัฐ กฎหมายศุลกากรจึงต้องมีสภาพบังคับ (Sanction) โดยกำหนดความผิดและโทษทางอา ญาเพื่อบังคับกับการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติหรือระเบียบพิธีการศุลกากรซึ่งกระทบกระเทือนต่อรายได้จากภาษีอากรของรัฐเป็นความผิดและมีโทษทางอาญา สำหรับความผิดศุลกากรมีลักษณะพิเศษโดยกำหนดให้ผู้กระทำผิดสามารถขอทำความตกลงระงับคดีในชั้นศุลกากรโดยเสียค่าปรับตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนด

 

            ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๗บัญญัติว่า “ บทบัญญัติในภาคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายนี้ให้ใช้ในกรณีแห่งความผิดอาญาตามกฎหมายอื่นด้วย เว้นแต่กฎหมายนั้นจะได้บัญญัติไว้อย่างอื่น ”ความผิดตามกฎหมายศุลกากร จึงต้องอยู่ภายใต้บทบังคับของหลักความผิดทางอาญาตามหลักทั่วไป แต่ความผิดศุลกากรถือเป็นความผิดทางเทคนิคที่เกิดจากข้อห้ามแตกต่างจากความผิดตามกฎหมายอาญาที่มีวัตถุประสงค์มุ่งคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของสังคมและรักษาระดับศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นหลัก กฎหมายศุลกากรจึงต้องมีบทบัญญัติยกเว้นหลักความรับผิดทางอาญาทั่วไป โดยยกเว้นหลักเจตนาสำหรับการกระทำผิดตามมาตรา ๒๗และมาตรา๙๙ นอกจากนี้ในมาตรา ๑๒0 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ กำหนดการบังคับใช้กฎหมายศุลกากรไว้โดยเฉพาะว่า“เมื่อใดบทพระราชบัญญัตินี้แตกต่างกับกฎหมาย พระราชบัญญัติหรือประ กาศอื่นที่ใช้อยู่ ณ บัดนี้ท่านว่าในเรื่องที่เกี่ยวแก่ศุลกากรนั้นให้ยกเอาพระราชบัญญัตินี้ขึ้นใช้บังคับและกฎหมายพระราชบัญญัติหรือประกาศใดซึ่งจะได้ให้ใช้ในภายหน้านั้นมิให้ถือว่าเพิกถอนจำกัดเปลี่ยนแปลง หรือถอนไปเสียซึ่งอำนาจและบทพระราชบัญญัตินี้ เว้นไว้แต่กฎหมายพระราชบัญญัติหรือประกาศใหม่นั้นจะแสดงไว้โดยชัดแจ้งว่ามีประสงค์จะให้เป็นเช่นนั้น “ การกำหนดให้การศุลกา กรต้องอยู่ในบังคับของกฎหมายอื่น ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายนั้น

           

กฎหมายศุลกากรยังรวมถึงพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 โดยมีสาระสำคัญ กำหนดวิธีการคำนวณเงินอากร หลักเกณฑ์การตีความ พิกัดอัตราอากรขาเข้า-ขาออก การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรเป็นต้น นอกจากนี้กฎหมายศุลกากรมิได้กำหนดของใดเป็นของต้องห้าม

และของต้องกำกัด ผู้นำของเข้าและผู้ส่งของออกจึงต้องปฎิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายอื่นที่กำหนดของต้องห้ามหรือของต้องกำกัดหรือจัดระเบียบการค้าการนำเข้า-ส่งออกด้วย หากเจ้าหน้าที่ศุลกา กรตรวจพบว่าผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องถือว่ายังปฎิบัติไม่ครบถ้วนตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร จึงไม่อาจเรียกเก็บภาษีอากรได้ หรือหากมีการเรียกเก็บอากรไว้ ถือว่าเป็นการเก็บภาษีอากรผิดต้องคืนภาษีอากรที่เรียกเก็บและต้องดำ เนินคดีตามกฎหมายกับผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกและหากกฎหมายกำหนดต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดก่อน ผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกต้องปฎิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำ หนดนั้น

 

แม้นว่าการเก็บภาษีตามกฎหมายศุลกากร ทำให้รัฐบาลมีรายได้นำมาใช้จ่ายในการบริหารประเทศแต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ส่วนได้เสียของประชาชน การจัดเก็บภาษีจึงต้องมีความเป็นกลางในทางการค้าเพราะภาษีเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้า หากนำเข้าสินค้าอย่างเดียวกันแต่เสียภาษีไม่เท่ากันจะมีผลให้เกิดการค้าที่ไม่เป็นธรรมซึ่งขัดกับการบัง คับใช้กฎหมายที่ทุกคนต้องได้รับการปฎิบัติที่เท่าเทียมกัน ดังนั้นการเก็บภาษีจากบุคคลใดในพฤติ การณ์ใดต้องปรากฎว่ามีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้เก็บได้หากตัวบทกฎหมายที่ใช้เก็บภาษีอากรไม่ชัดแจ้ง กำกวมหรือตีความได้หลายนัย ก็ต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณหรือประ โยชน์แก่ผู้เสียภาษีจะขยายความให้เป็นผลร้ายไม่ได้ กล่าวโดยสรุปก็คือกฎหมายภาษีอากรต้องตีความโดยเคร่งครัดนั้นเอง