บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

เปิดเส้นทาง สิงคโปร์ บุกไทย

 

เปิดเส้นทาง สิงคโปร์ บุกไทย 

เส้นทางการเดินทางของทุน สิงคโปร์เข้ามายังประเทศไทย ไม่เพียงเพราะความแข็งแกร่งของความเป็นชาติสิงคโปร์เท่านั้น หากแต่เพราะได้พันธมิตรที่ดีอย่าง ไทยร่วมมืออย่างเต็มที่ ผนวกกับความจำเป็นของระบบเศรษฐกิจไทยในบางช่วงบางตอนของประวัติศาสตร์ไทย ส่งผลให้สิงคโปร์กระจายตัวอยู่ในหลายอุตสาหกรรมไทยปัจจุบัน 

41 ปีแห่งความหลัง 

       ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์หากนับตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2508 ที่มีการสถาปนาทางการทูตระหว่างประเทศ ขณะนี้นับเป็นเวลานาน 41 ปี ซึ่งจากข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศบันทึกไว้ว่าปัจจุบันไทย-สิงคโปร์ มีความร่วมมือทาง ด้านต่าง ๆ จนพัฒนาไปเป็นลักษณะ หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์หรือ Strategic Partner ในการดำเนินการเชิงรุกในภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ เช่น การเร่งรัดรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนตามแนวทาง 2+X และความร่วมมือเพื่อลดช่องว่างทางการพัฒนาแก่ประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน (กัมพูชา ลาว เวียดนามและพม่า) 

      สำหรับจุดแข็งไทยและสิงคโปร์ต่างมีศักยภาพที่เอื้อประโยชน์ต่อกันเป็นอย่างดี โดยไทยมีทรัพยากรธรรมชาติ มีแรงงานจำนวนมากและมีพื้นที่กว้างใหญ่ ส่วนสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่น้อย แต่มีความก้าวหน้าทางด้านทรัพยากรมนุษย์ เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมระดับสูง เมื่อมีการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างกัน จึงได้มีการนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาใช้ร่วมกัน 

ลงขันชินคอร์ป 2532 

     เมื่อต่างฝ่ายต่างเปิดกว้างการลงทุน ไทยจึงเป็นที่สนใจสำหรับนักลงทุนสิงคโปร์ หลายอุตสาหกรรมเริ่มมีหุ้นส่วนเป็นบริษัทจากสิงคโปร์ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี และเงินทุนอย่างกลุ่มบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (หรือในอดีตใช้ชื่อบริษัทชินวัตรคอม พิวเตอร์ แอนด์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด) ที่มีกลุ่มบริษัทสิงคโปร์เทเลคอม จำกัด เข้ามาถือหุ้นเพื่อให้บริการสื่อสารข้อมูล ในปี 2532 ในช่วงที่รัฐวิสาหกิจไทย อย่างองค์การ โทรศัพท์แห่งประเทศไทย หรือทีโอทีในปัจจุบันหาช่องว่างทางกฎหมายเปิดสัมป ทานให้เอกชนเข้ามาลงทุนธุรกิจสื่อสาร หรือหลังเกิดวิกฤตทางการเมืองในช่วงพฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ที่มีกองทุน GIC (Government of Singapore Investment Corp.) เข้ามาถือหุ้นในช่วงปี 2538 ในยุคที่นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 

ขยายเพดานหุ้นต่างชาติลงทุนแบงก์ไทย 

        กระทั่งในช่วงเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจในปี 2540 รัฐบาลไทยต้องประกาศใช้นโยบายค่าเงินบาทลอยตัวเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ยิ่งเป็นโอกาสให้ทุนจากสิงคโปร์เข้ามาได้มากขึ้น เพราะความจำเป็นของระบบเศรษฐกิจไทยเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธนาคาร ที่ขาดความน่าเชื่อถือ ต้องเร่งเพิ่มทุน แต่งตัวใหม่ด้วยการหาพันธมิตรร่วมทุน กระทั่งต้องมีคำสั่งขยายเพดานเพิ่มสัดส่วนหุ้นต่างชาติในธนาคารไทยได้ ตามฎหมายการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 หลายธนาคารจึงปรากฏให้เห็นอย่างปัจจุบันที่กลายเป็นธนาคารลูกครึ่ง ที่ค่อนไปทางเชื้อสายสิงคโปร์มากกว่า อย่างธนาคารยูโอบี ที่เข้าไปเทกโอเวอร์ธนาคารเอเชีย ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ ที่ต่อมาได้ควบรวมกิจการกับธนาคารทหารไทย และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือไอเอฟซีที

STEER เปิดทาง 5 สาขาธุรกิจ 

        ความร่วมมือระหว่างไทยกับสิงคโปร์ยังได้จัดตั้งรูปแบบเพื่อยืนยันถึงความ สัมพันธ์ร่วมกันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2545 เรียกว่า Singapore-Thailand Enhanced Economic Relations (STEER) ผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในอุตสาหกรรม 5 สาขา ตาม ได้แก่ การเกษตรและอาหาร การท่องเที่ยว การบริการทางการเงิน อิเล็ก ทรอนิกส์และชิ้นส่วนประกอบยานยนต์และการขนส่ง โดยสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพจัดประชุมครั้งแรกเมื่อปี 2546 การประชุมครั้งที่ 2 ไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 22-23 พฤศจิกายน 2548 มีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย ส่วนหันหน้าคณะฝ่ายสิงคโปร์คือ นาย Lim Hng Kiang รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม และเห็นชอบร่วมกันในการเพิ่มปริมาณการค้า การลงทุนระหว่างกัน รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศที่สามโดยเฉพาะจากจีน เป็น 2 เท่าของตัวเลขในปัจจุบันภายในปี 2553 หรือมีจำนวน ล้านคนและส่งเสริมความร่วม มือด้านสินค้าอาหารและเกษตร การขนส่งและลอจิสติกส์และอสังหาริมทรัพย์ รูป ธรรมความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง ไทย-สิงคโปร์ เป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากการประชุม STEER ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ก็คือ การที่บริษัท TCC LAND ของเจ้าสัว เจริญ สิริวัฒนภักดีได้เปิดทางให้บริษัทแคปปิตอลแลนด์ บริษัทในเครือเทมาเส็กเป็นของรัฐบาลสิงคโปร์ เข้ามาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ จัดตั้งบริษัทร่วมทุน ที.ซี.ซี. แคปปิตอลแลนด์ ถือหุ้นด้วยสัดส่วน ไทย-สิงคโปร์ 60/40 ร่วมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในไทย 

        นอกจากนี้จากข้อมูลของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ยังระบุถึงความร่วมมือด้วยว่า ทั้งสองประเทศมีแผนงานยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Strategic Roadmap for Enhanced Economic Partnership) ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในสาขาต่างๆ เพื่อเป็นพื้นฐานการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันในอนาคต โดยเพิ่มมูลค่าการลงทุนจาก 600 ล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน เป็น 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2553 

บทสรุปความร่วมมือระหว่างไทย-สิงคโปร์ จากการประชุม STEER ครั้งที่ 2 

-สาขาสินค้าเกษตรและอาหาร ขยายการร่วมทุน (Joint Venture) ในสาขาสินค้าเกษตรและอาหารที่มีศักยภาพไปยังตลาดประเทศที่สาม 

-ด้านพลังงาน ศึกษาความร่วมมือในการพัฒนาเชื้อเพลิง Bio Fuel 

-การท่องเที่ยว ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวรูปแบบ Two Countries, One Destination และศึกษาความเป็นไปได้ของ Single Visa เพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางให้แก่นักท่องเที่ยวจากประเทศที่สามที่ต้องการเดินทางมาท่องเที่ยวทั้งในไทยและสิงคโปร์ สามารถยื่นขอวีซ่าได้ ณ สถานทูตไทยหรือสิงคโปร์ในต่างประเทศที่ใดที่หนึ่งได้ 

-ความร่วมมือด้านวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม ร่วมกันสร้างหุ้นส่วนทางธุรกิจเพื่อก้าวไปสู่การทำการค้าในระดับสากลในสาขาสำคัญ ได้แก่ อาหารและภัตตาคาร สปาและผลิตภัณฑ์สปา การซ่อมบำรุงและรักษายานยนต์ ธุรกิจเสริมสวยและสุขภาพ น้ำมันและก๊าซ เป็นต้น 

-ด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) การส่งเสริมการค้าและการลงทุนไปยังประเทศที่สาม 

-ลอจิสติกส์และการขนส่งทางอากาศ และการขนส่งทางน้ำ โดยร่วมจัดตั้งคณะทำงานเพื่อส่งเสริมการร่วมทุนและพัฒนาเครือข่ายลอจิสติกส์และโซ่อุปทาน (Supply Chain) เช่น ศูนย์กระจายสินค้า การส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเรือเดินสมุทรในเส้นทางไทยกับสิงคโปร์ ส่งเสริมให้มีการร่วมทุนให้บริการลอจิสติกส์ในต่างประเทศที่ไทยและสิงคโปร์มีความสนใจ เช่น จีน เวียดนาม ลาว พม่า กัมพูชา เป็นต้น และดึงสถาบันการศึกษาร่วมศึกษาวิจัยระบบลอจิสติกส์ 

-การศึกษา มีแผนงานเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยแลกเปลี่ยนคณาจารย์ นักวิจัย และนิสิตนักศึกษาของทั้งสองประเทศ 

-ตลาดทุน ร่วมมือในการผลักดันซื้อขายอนุพันธ์ระหว่างกัน และสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กับ Temasek Holding ของสิงคโปร์ร่วมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในลักษณะที่เป็นเครือข่ายวิสาหกิจ (Cluster) 

-เครือข่ายวิสาหกิจพิเศษ (Special Development Cluster) ไทยกับสิงคโปร์จะอำนวยความสะดวกให้มีการร่วมทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในบางพื้นที่ที่เป็นเขตพิเศษ (Special Zones) หรือ Development Cluster เช่นงานวิจัยและพัฒนา 

-รับทราบความร่วมมือกลุ่มบริษัทอมตะที่ลงนาม MOU กับSingapore Ascendas เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) ในเขตพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกด้วย