บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

มติคณะกรรมการกพพ.เกี่ยวกับการคืนอากร

ดัชนีบทความ
มติคณะกรรมการกพพ.เกี่ยวกับการคืนอากร
หน้าที่ 2
ทุกหน้า

มติคณะกรรมการกพพ.เกี่ยวกับการคืนอากร

1 มติ กพพ ครั้งที่ 5/2531

เรื่อง การอุทธรณ์การประเมินอากรตามมาตรา 112 ทวิ (ใบขนฯ วางประกัน มาตรา 112)

ข้อเท็จจริง

บริษัท น้อยแทร็กเซอร์วิส จำกัด นำรถขุดใช้แล้วเข้ามาเมื่อ 17/9/2528 สำแดงราคา CIF 454,000.-บาท และได้เพิ่มราคาเป็น CIF 1,070,125.-บาท แต่ได้สงวนสิทธิ์ไว้หลังใบขนฯเจ้าหน้าที่รับทราบการสงวนสิทธิ์วันที่ 19/9/2528 และได้สั่งให้บริษัทฯวางเงินประกันค่าอากรเพิ่มอีกจำนวน 55,000.-บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 20/2/2529 บริษัทฯขออุทธรณ์ราคาตามที่สงวนสิทธิ์โต้แย้งราคาไว้ เจ้าหน้าที่ได้ประเมินราคาเมื่อ 14/3/2529โดยตีสภาพ 70%ของของใหม่ ราคาประเมิน 1,176,740.-บาท เป็นเหตุให้บริษัทฯ ต้องชำระค่าภาษีอากรเพิ่มอีก 29,321.-บาท เจ้าหน้าที่ได้ผลักเงินประกันเป็นค่าภาษีอากร และได้ออกแบบแจ้งการประเมิน บริษัทฯ ได้รับแบบแจ้งการประเมินเมื่อ 25/5/2529

ปัญหา

(1) ใบขนฯ ดังกล่าวถือเป็นใบขนประเภทใด

(2) บริษัทฯ ต้องอุทธรณ์อย่างไรจึงจะชอบด้วยกฎหมายศุลกากร โดยได้รับคืนเงินค่าภาษีอากรครบถ้วนถูกต้อง ทั้งที่เพิ่มราคาเอง และเจ้าหน้าที่สั่งให้วางประกัน

มติ

ฝ่ายแรก (มี 8 เสียง) เห็นว่า เป็นใบขนประกัน การอุทธรณ์การประเมินเงินอากรต้องเป็นไปตามมาตรา 112 ทวิ คือ ผู้นำของเข้าต้องอุทธรณ์การประเมินเงินอากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแบบแจ้งการประเมิน การที่ผู้นำของเข้ายื่นหนังสืออุทธรณ์การประเมินก่อนได้รับแบบแจ้งการประเมินเท่ากับว่าไม่มีการอุทธรณ์เลย ดังนั้น การที่ผู้นำของเข้าสงวนสิทธิขอคืนอากรไว้หลังใบขนฯจึงเป็นอันตกไป

ฝ่ายหลัง (มี 1 เสียง) เห็นว่า การสงวนสิทธิโต้แย้งราคาไว้หลังใบขนฯ มีผลสมบูรณ์ตามมาตรา 10 วรรคห้า กรมฯจะต้องพิจารณาคืนเงินอากรในส่วนนี้ให้แก่ผู้นำของเข้า ส่วนที่เจ้าหน้าที่สั่งให้วางประกัน เป็นการวางประกันตามมาตรา 112 ผู้นำของเข้าจะต้องอุทธรณ์การประเมินเงินอากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแบบแจ้งการประเมิน เมื่อผู้นำของเข้ามิได้อุทธรณ์การประเมินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแบบแจ้ง จึงหมดสิทธิอุทธรณ์ในส่วนนี้

คำสั่งอธิบดีกรมศุลกากร

ถือเป็นใบขนประกันตามมาตรา 112 จึงให้ดำเนินการให้เป็นไปตามความเห็นของฝ่ายแรก (เสียงข้างมาก)

2 มติ กพพ ครั้งที่ 3/2534

เรื่อง ปัญหาการร้องเรียนอุทธรณ์ขอคืนอากรตามมติ กพพ. ครั้งที่ 5/2531 (ใบขนฯวางประกันมาตรา 112)

ข้อเท็จจริง

กรณีผู้นำของเข้าร้องอุทธรณ์ขอคืนอากร จำนวน 15 ราย รวม 15 ใบขนฯ ซึ่งมีทั้งกรณีที่มีการสงวนสิทธิขอคืนอากรไว้หลังใบขนและวางประกันค่าอากร อันเป็นปัญหาในการปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าที่จึงขอหารือว่าจะพึงถือปฏิบัติตามแนวมติ กพพ. ครั้งที่ 5/2530 วาระ 2.3 ได้หรือไม่ ดังนี้ คือ

(1)  ผู้นำของเข้าสงวนสิทธิโต้แย้งสภาพของไม่ได้เพิ่มราคาแต่ได้วางประ กันค่าภาษีอากรไว้

(2)  ผู้นำของเข้าสงวนสิทธิโต้แย้งพิกัด โดยได้ชำระอากรในอัตราสูงไว้แต่มีปัญหาราคา จึงได้วางประกันค่าภาษีอากรไว้ด้วย

(3)  ผู้นำของเข้าขอลดอัตราอากรตามประกาศกรทรวงการคลัง โดยชำระภาษีอากรในอัตราสูงและขอสงวนสิทธิ และเป็นใบขนฯ วางประกันที่มีปัญหาราคาด้วย

(4)  ผู้นำของเข้าเพิ่มราคาและสงวนสิทธิไว้ และเป็นใบขนฯ วางประกันค่าภาษีอากรด้วย (ใบขนมีหลายรายการ)

มติ

(1)  ใบขนฯ มีรายการเดียว ผู้นำของเข้าชำระอากรไว้ในอัตราสูง ขอสงวนสิทธิและวางประกันค่าภาษีอากรด้วย ให้ดำเนินการตามมติ กพพ. ครั้งที่ 5/2531 (ถือเป็นใบขนฯ ชำระประกันการอุทธรณ์การประเมินเงินอากรต้องเป็นไปตามมาตรา 112 ทวิ คือ ต้องอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแบบแจ้ง หากยื่นอุทธรณ์ก่อนได้รับแบบแจ้งการประเมินเท่ากับว่าไม่มีการอุทธรณ์ การที่ได้สงวนสิทธิไว้หลังใบขนฯ เป็นอันตกไป)

(2)  ใบขนฯมีหลายรายการ ผู้นำของเข้าเพิ่มราคาและสงวนสิทธิไว้และเป็นใบขนวางประกันด้วย กรณีนี้ให้พิจารณาแยกเป็นแต่ละรายการ คือ รายการใดเป็นไปตามมติ กพพ. ครั้งที่ 5/2530 ก็ให้ดำเนินการตามมติ กพพ. ดังกล่าว รายการอื่นก็ให้ดำเนินการไปตามแต่ละเรื่อง เช่น กรณีตามมาตรา 10 วรรคห้า ก็ต้องดำเนินการเรียกร้องขอคืนภายใน 2 ปี รายการใดเป็นกรณีวางประกันตามมาตรา 112 ผู้นำของเข้าต้องอุทธรณ์การประเมินอากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแบบแจ้งการประเมิน ตามมาตรา 112 ทวิ

(3)  กรณีใบขนฯ มีปัญหาพิกัด ไม่มีระเบียบปฏิบัติดังเช่นกรณีมีปัญหาราคา ดังนั้นเห็นควรให้ กพก. วางระเบียบปฏิบัติในกรณีมีปัญหาพิกัด ด้วย

คำสั่งอธิบดีกรมศุลกากร

เห็นชอบตามมติในข้อ 1 และ 2 โดยให้ถือปฏิบัติได้ และให้ กพก. ดำเนินการตามข้อ 3

3 มติ กพพ ครั้งที่ 2/2537

เรื่อง บริษัท เอฟ อี ซิลลัค (กรุงเทพฯ) จำกัด ขอคืนอากร (เจ้าหน้าที่เรียกเก็บอากรไว้ผิด)

ข้อเท็จจริง

บริษัท เอฟ อี ซิลลัค (กรุงเทพฯ) นำเครื่องวิเคราะห์สารเคมีในเลือดเข้ามาทาง ดอย. และชำระอากร เมื่อวันที่ 9/6/2535 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติฯ กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 29/5/2535 ถึงกรมศุลกากร แจ้งอนุมัติยกเว้นค่าภาษีอากรสินค้าดังกล่าว ซึ่งกรมศุลกากรได้รับหนังสือ เมื่อ 2/6/2535 กพก. อนุมัติยกเว้นอากรเมื่อ 16/6/2535 ดอย. รับทราบการอนุมัติยกเว้นอากรของ กพก. เมื่อ 23/6/2535 บริษัทฯยื่นคำร้อง ลงวันที่ 11/6/2535

ปัญหา

จะคืนอากรให้บริษัทฯหรือไม่

มติ

สินค้ารายนี้ได้รับยกเว้นอากรมาตั้งแต่วันนำเข้าแล้ว การที่เรียกเก็บอากรไว้ จึงมิใช่กรณีที่เสียไว้เกิน แต่เป็นกรณีเรียกเก็บไว้ผิดโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ถือเป็นลาภมิควรได้ตามมาตรา 406 ปพพ. เมื่อบริษัทฯ ร้องขอคืนอากรภายในอายุความ จึงเห็นควรคืนอากรให้แก่บริษัทฯ (เทียบเคียงแนวของคณะกรรมการวินิจฉัยอากรศุลกากร ครั้งที่ 9/1/2534 ที่ว่ากรณีไม่เข้าองค์ประกอบของมาตรา 10 วรรคห้า เนื่องจากไม่มีค่าอากรที่จะต้องชำระ จึงไม่เข้ากรณีเสียไว้เกินแต่เป็นลักษณะเจ้าหน้าที่เรียกเก็บไว้ผิด คำว่า “เสียไว้เกิน” มีความหมายว่า หากกรณีไม่ต้องเสียอากรถือว่าอัตราอากรเป็นศูนย์ เมื่อชำระอากรไว้ในอัตรา 2.5 % จึงไม่เรียกว่าเสียไม่เกิน เพราะไม่มีฐานที่จะต้องชำระอากร แต่ถ้าหากเป็นกรณีมีอัตราอากรเป็น 1% แต่ชำระอากรในอัตรา 2.5 % จึงจะเป็นกรณีชำระไว้เกิน เพราะชำระไว้เกินจาก 1% และกรณีไม่ใช่เรื่องลาภมิควรได้ เนื่องจากขณะที่ส่งออกผู้ส่งออกได้ชำระภาษีอากรขาออกในอัตรา 2.5 % การที่เจ้าหน้าที่เรียกเก็บไว้นั้นมีมูลที่จะเรียกเก็บตามกฎหมายที่จะอ้างได้)

คำสั่งอธิบดีกรมศุลกากร

เห็นชอบด้วยที่ให้คืนอากร