บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

การขอคืนอากรกรณีเรียกเก็บอากรไว้ผิด

การขอคืนอากรกรณีเรียกเก็บอากรไว้ผิด

1 รายบริษัท เอฟ อี ซิลลัค (กรุงเทพฯ)

ข้อเท็จจริง

บริษัท เอฟ อี ซิลลัค (กรุงเทพฯ) นำเครื่องวิเคราะห์สารเคมีในเลือดเข้ามาทาง ดอย. และชำระอากร เมื่อวันที่ 9/6/2535 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติฯ กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 29/5/2535 ถึงกรมศุลกากร แจ้งอนุมัติยกเว้นค่าภาษีอากรสินค้าดังกล่าว ซึ่งกรมศุลกากรได้รับหนังสือ เมื่อ 2/6/2535 กพก. อนุมัติยกเว้นอากรเมื่อ 16/6/2535 ดอย. รับทราบการอนุมัติยกเว้นอากรของ กพก. เมื่อ 23/6/2535 บริษัทฯยื่นคำร้อง ลงวันที่ 11/6/2535

ปัญหา

จะคืนอากรให้บริษัทฯหรือไม่

มติ

สินค้ารายนี้ได้รับยกเว้นอากรมาตั้งแต่วันนำเข้าแล้ว การที่เรียกเก็บอากรไว้ จึงมิใช่กรณีที่เสียไว้เกิน แต่เป็นกรณีเรียกเก็บไว้ผิดโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ถือเป็นลาภมิควรได้ตามมาตรา 406 ปพพ. เมื่อบริษัทฯ ร้องขอคืนอากรภายในอายุความ จึงเห็นควรคืนอากรให้แก่บริษัทฯ (เทียบเคียงแนวของคณะกรรมการวินิจฉัยอากรศุลกากร ครั้งที่ 9/1/2534 ที่ว่ากรณีไม่เข้าองค์ประกอบของมาตรา 10 วรรคห้า เนื่องจากไม่มีค่าอากรที่จะต้องชำระ จึงไม่เข้ากรณีเสียไว้เกินแต่เป็นลักษณะเจ้าหน้าที่เรียกเก็บไว้ผิด คำว่า “เสียไว้เกิน” มีความหมายว่า หากกรณีไม่ต้องเสียอากรถือว่าอัตราอากรเป็นศูนย์ เมื่อชำระอากรไว้ในอัตรา 2.5 % จึงไม่เรียกว่าเสียไว้เกิน เพราะไม่มีฐานที่จะต้องชำระอากร แต่ถ้าหากเป็นกรณีมีอัตราอากรเป็น 1% แต่ชำระอากรในอัตรา 2.5 % จึงจะเป็นกรณีชำระไว้เกิน เพราะชำระไว้เกินจาก 1% และกรณีไม่ใช่เรื่องลาภมิควรได้ เนื่องจากขณะที่ส่งออกผู้ส่งออกได้ชำระภาษีอากรขาออกในอัตรา 2.5 % การที่เจ้าหน้าที่เรียกเก็บไว้นั้นมีมูลที่จะเรียกเก็บตามกฎหมายที่จะอ้างได้)

คำสั่งอธิบดีกรมศุลกากร

เห็นชอบด้วยที่ให้คืนอากร

ที่มา: มติ กพพ. ครั้งที่ 2/2537

2 รายบริษัทฯ อี.พี.ซี ค้าข้าวจำกัด

มติ กพพ. ครั้งที่ 5/2534

ข้อเท็จจริง

บริษัทฯ ส่งต้นข้าวเหนียวขาว 25% ออกไป สปป.ลาว ระหว่างวันที่ 26/9/2528 ถึง 17/9/2529 โดยชำระอากรขาออก 2.5 % ตาม ป.คลังที่ ศก 6/2526 ลงวันที่ 11/10/2526 ภายหลังทราบว่ามี ป.คลัง ที่ ศก.11/2528 ลงวันที่ 25/9/2528 ยกเลิกการเรียกเก็บอากรขาออก และมีประกาศกรมศุลกากร ที่ กค 0601/453 ลงวันที่7/5/2529 ยกเลิกการเรียกเก็บภาษีบำรุงเทศบาล บริษัทฯ จึงยื่นคำร้อง ลงวันที่16/10/2532 ขอคืนอากรขาออก และภาษีบำรุงเทศบาลที่ชำระไว้

ปัญหา

จะคืนอากรขาออกและภาษีบำรุงเทศบาลให้บริษัทฯได้หรือไม่

มติ

ประกาศกระทรวงการคลังถือเป็นกฎหมาย ผู้ใดจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ การที่บริษัทฯชำระอากรขาออกถือเป็นการชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ กรณีเป็นลาภมิควรได้ ตาม ปพพ. มาตรา 409 ซึ่งห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาที่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน หรือเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น เรื่องนี้บริษัทฯขอคืนเงินเกินกว่า 1 ปี นับแต่รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน จึงไม่คืนเงินอากรให้แก่บริษัทฯ

คำสั่งอธิบดีกรมศุลกากร

เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่มีปัญหาเกี่ยวกับอัตราอากร (เสียหรือไม่เสีย) และพนักงานเจ้าหน้าที่น่าจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่า ผู้ส่งออกไม่ต้องเสียอากรขาออก อายุความจึงน่าจะเป็น 10 ปีขอให้คณะกรรมการ กพพ. ได้พิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ถ้าจำเป็นจะต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความเพื่อถือเป็นแนวปฏิบัติก็น่าจะทำ

มติ

คณะกรรมการ กพพ. พิจารณาทบทวนอีกครั้ง มีความเห็นแตกต่างกันคือกรรมการบางท่านเห็นว่า น่าจะเป็นกรณีชำระอากรไว้เกิน ตามมาตรา 10 วรรคห้า แต่บางท่านเห็นว่า กรณีมิใช่การชำระเงินอากรไว้เกิน แต่กรณีเป็นลาภมิควรได้ ตาม ปพพ. มาตรา 409 จึงมีมติให้หารือคณะกรรมการวินิจฉัยอากรศุลกากร

คณะกรรมการวินิจฉัยอากรศุลกากร (ประชุมครั้งที่ 9/1/2534)

การพิจารณา

ที่ประชุมได้พิจารณาว่าสินค้ารายนี้ขณะส่งออกมีภาระภาษีเกิดขึ้นหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่ามี ป.คลัง ที่ ศก.11/2538 ลงวันที่ 11ต.ค 2528 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 2528 เป็นต้นไป กำหนดให้ของตามประเภทที่ 1 ภาค 3 แห่ง พรก.พิกัดฯ พ.ศ.2503 ไม่ต้องเสียอากรต้นข้าวที่เป็นปัญหาในขณะส่งออกจึงไม่มีภาระอากรที่จะต้องชำระ จึงไม่เข้าข่ายมาตรา 10 เพราะไม่ใช่กรณีเสียไว้เกิน แต่เป็นลักษณะพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บไว้ผิด

ที่ประชุมได้พิจารณาต่อไปว่า มาตรา 10 วรรคห้า ที่ระบุว่า ต้องเป็นกรณีเสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริง สิทธิการเรียกร้องขอคืนอากรจึงจะสิ้นไปเมื่อครบกำหนด 2 ปีนั้น ควรตีความคำว่า “เสียไว้เกิน” เสียก่อน ซึ่งที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่า หากกรณีไม่ต้องเสียอากรถือว่าอัตราอากรเป็นศูนย์ ผู้ส่งออกได้ชำระอากรในอัตรา 2.5 % ไม่เรียกว่าเสียไว้เกินเพราะไม่มีฐานที่ต้องชำระ ภาษีอากร แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่มีอัตราอากรเป็น 1 % ผู้ส่งออกได้ชำระอากรในอัตรา 2.5 % จึงจะเป็นกรณีชำระไว้เกิน เพราะชำระไว้เกินจาก 1 %

สำหรับกรณีที่จะถือว่าเป็นลาภมิควรได้หรือไม่นั้น ที่ประชุมพิจารณาเห็นว่า ขณะที่ส่งออกผู้ส่งออกได้ชำระภาษีอากรขาออกในอัตรา 2.5 % ซึ่งพนักงานได้เรียกเก็บไว้นั้นมีมูลที่จะเรียกเก็บตามกฎหมายที่จะอ้างได้ คือ ประกาศกระทรวงการคลังที่ ศก 6/2526 ลงวันที่ 11 ต.ค. 2526 กรณีจึงมิใช่เรื่องลาภมิควรได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 869/2520

เมื่อไม่เข้าข่าย มาตรา 10 วรรคห้า และไม่เป็นกรณีลาภมิควรได้ ตาม ปพพ. มาตรา 406 แล้ว กรณีที่เป็นปัญหาจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ปพพ.มาตรา 164 (แก้ไขใหม่เป็น มาตรา 193/30)ซึ่งสอดคล้องกับคำสั่งทั่วไปกรมศุลกากรที่ 8/2533 ข้อ 3.3

มติ

(1)  ไม่เป็นกรณีชำระอากรไว้เกินตามมาตรา 10 วรรคห้า

(2)  ไม่เป็นกรณีลาภมิควรได้ตาม ปพพ. มาตรา 406

(3)  เป็นกรณีผู้ส่งออกชำระไว้ผิด ซึ่งมีผลให้ผู้ส่งออกได้รับคืนเงินดังกล่าวเพราะ อยู่ใน อายุความ 10 ปี ตาม ปพพ. มาตรา 164 (แก้ไขใหม่เป็นมาตรา 193/30)

(4)  กรมศุลกากรต้องคืนค่าภาษีอากรตามที่ร้องขอ

 

(5)  กรณีการนำเข้าก็ให้ใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาเช่นเดียวกับที่ได้พิจารณาเรื่องการ ส่งออก