บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

คำพิพากษาเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

ดัชนีบทความ
คำพิพากษาเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
หน้าที่ 2
หน้าที่ 3
หน้าที่ 4
หน้าที่ 5
ทุกหน้า

คำพิพากษาเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

พระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัติ

หน่วยงานทางปกครอง” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิ สาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง

“สัญญาทางปกครอง” หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษ ณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูป โภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

ประโยชน์แก่ส่วนรวม” หมายความว่าประโยชน์ต่อสาธารณะหรือประโยชน์อันเกิดแก่การจัดทำบริการสาธารณะหรือการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือประโยชน์อื่นใดที่เกิดจากการดำเนินการหรือการกระทำที่มีลักษณะเป็นการส่งเสริม หรือสนับสนุนแก่ประชาชนเป็นส่วนรวมหรือประชาชนส่วนรวมจะได้รับประโยชน์จากการดำเนินการหรือการกระทำนั้น

มาตรา ๙ ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อ ไปนี้

(๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระ ทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎ หมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชา ชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ

(๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละ เลย ต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

(๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วย งานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำ หนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

(๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

(๕) คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด

(๖) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปก ครอง

เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง

(๑) การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร

(๒) การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้า ราชการฝ่ายตุลาการ

(๓)คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอา กร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย หรือศาลชำ นัญพิเศษอื่น


๒ คำพิพากษาและคำสั่งศาลปกครองสูงสุด

(๑) คำสั่งที่ ร.๒๑๒/๒๕๕๕ คำร้องที่ ร.๓๒/๒๕๕๕

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุแห่งการฟ้องคดีว่า ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิจำนวน ๓ ไร่ จากผู้ถูกฟ้องคดี (กำนันตำบลกุดลาด อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี) เป็นจำนวนเงิน ๑00,000 บาท ตามหนังสือสัญญาการซื้อขาย ลงวันที่ ๒0 มีนาคม ๒๕๔๔ แต่หลังจากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีกลับนำที่ดินแปลงดังกล่าวไปออกโฉนดและโอนให้บุตรสาวของ ผู้ถูกฟ้องคดีแล้วนำไปขายให้กับนาย ส. อีกทั้งได้มีบุคคลอื่นเข้ามาบุกรุก รื้อถอนรั้วตัดต้นไม้ ที่ผู้ฟ้องคดีปลูกไว้ เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล เห็นว่า คดีนี้มีข้อพิพาทสืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ที่มีลักษณะเป็นนิติสัมพันธ์ที่ทำขึ้นระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปก ครองได้ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน กรณีจึงเป็นข้อพิ พาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม อีกทั้ง เมื่อศาลปกครองชั้นต้น เห็นว่า ตามคำฟ้องข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอก็ได้แสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ผู้ฟ้องคดียืนยันที่จะฟ้อง นาย ส. ซึ่งต่อมาเป็นกำนันในภายหลังจากการทำสัญญา และตามคำฟ้อง ก็ไม่มีเหตุแห่งการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ที่ศาลปกครองชั้นต้น มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณานั้น ชอบแล้ว

(๒)คำสั่งที่ ร.๓๘๒/๒๕๕๔คำร้องที่ ร.๖๔๕/๒๕๕๓

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (โรงเรียนมัญจาศึกษา) เป็นโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดกระทรวง ศึกษาธิการ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีหน้าที่ให้การศึกษาตามที่กฎหมายบัญ ญัติไว้ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (ผู้อำนวยการโรงเรียนมัญจาศึกษา) เป็นข้าราชการครูซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษา ด้วยเหตุนี้กิจกรรมเกี่ยวกับการจัดการศึกษาในโรง เรียนไม่ว่าจะเป็นโครงการจัดการศึกษา หลักสูตรการเรียนการสอนที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีหน้าที่ดำเนินการซึ่งถือว่าเป็นบริการสาธารณะประเภทหนึ่งให้บรรลุผล การปฏิ บัติหน้าที่ราชการดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง ส่วนการจัดให้มีการจำหน่ายอาหารในโรงเรียนเป็นเพียงการดำเนินกิจการเสริมเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักเรียนและบุคลากรของโรงเรียนหรือบุคคลทั่วไปที่จะ ซื้ออาหารและเครื่องดื่มระหว่างการเรียนการสอน โดยมีวัตถุแห่งหนี้เพื่อให้เช่าพื้นที่จำหน่ายอาหาร ในโรงเรียนตามช่วงระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาคและด้วยความสมัครใจ มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือเป็นสัญญาที่ให้เอกชน เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะเกี่ยวกับการจัดการศึกษาในโรงเรียนโดยตรง ดังนั้น จึงมีลักษณะเป็นสัญ ญาทางแพ่งมิใช่ สัญญาทางปกครอง

อย่างไรก็ตาม ในการจัดหาผู้จำหน่ายอาหารในโรงเรียน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ได้มีประกาศให้ยื่นซองเสนอราคา จึงเป็นการประกาศให้เสนอราคาเพื่อให้เช่าพื้นที่จำ หน่ายอาหารหรือเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ในการขายอาหาร ในโรงเรียนซึ่งต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้คัดเลือกและประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกโดยสั่งรับคำเสนอเช่าของนาง ท. ซึ่งถือได้ว่าเป็นการปฏิเสธไม่รับคำเสนอเช่าหรือคำเสนอเพื่อสิทธิประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีด้วย จึงถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครองตามที่กำหนดไว้ในข้อ๑ ()ของกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒(พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความใน พ.ร.บ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คำสั่งดังกล่าวมีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ฉะนั้นผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากคำสั่งข้างต้น เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าคำสั่งนี้ไม่ชอบ จึงเป็นคดีพิ พาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปก ครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งข้างต้น ตามมาตรา ๔๔ แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราช การทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และได้ยื่นคำฟ้องต่อ ศาลปกครองภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา ๔๙ แห่ง พ.ร.บจัดตั้งศาลปกครองฯ แล้ว


(๓) คำสั่งที่
ร.๒๓๘/๒๕๕๔ คำร้องที่ ร.๕๔๓/๒๕๕๓

ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้มีสิทธิจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในโรงเรียนบางลี่วิทยา อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีเงื่อนไขว่าให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเป็น ผู้ออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างร้านค้าย่อยภายในโรงอาหารของโรง เรียนบางลี่วิทยาเพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้สิทธิเป็นผู้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม

ต่อมา ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดี (ผู้อำนวยการโรงเรียนบางลี่วิทยา) ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบและให้ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งอุปกรณ์ออกจากร้านค้า จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในโรงเรียนบางลี่วิทยาซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดสำนัก งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นข้าราชการ ในสังกัดดังกล่าวจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำการแทนรัฐตามมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อสัญญามีลักษณะเป็นการที่หน่วยงานปกครองยอมให้เอกชนเข้าใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของทางราชการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เด็กนักเรียนในการซื้ออาหารรับประทานในระหว่างศึกษาในสถาน ศึกษา ซึ่งมิใช่วัตถุประสงค์หลักในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา อีกทั้งเงื่อนไขตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายทำไว้ก็เป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาภายใต้หลักเสรีภาพในการทำสัญญา ความเสมอภาคและความสมัครใจของคู่สัญญา ซึ่งเป็นลักษ ณะของสัญญาทางแพ่ง มิใช่เอกสิทธิ์ของรัฐที่กำหนดขึ้นเพื่อให้วัตถุประสงค์ในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาบรรลุผล ทั้งสัญญามิได้มีลักษณะเป็นสัญญาประเภทต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราช บัญ ญัติดังกล่าว ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบอุทธรณ์ว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสิ้น สุดการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งให้ขนย้ายอุปกรณ์ออกจากโรงอาหาร ของโรงเรียนบางลี่วิทยา เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงเป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บจัดตั้งศาลปกครองฯนั้น เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดี แจ้งยกเลิกการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ เป็นการกระทำโดยอาศัยสัญญา การจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในโรงเรียนบางลี่วิทยา ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่งดังที่ได้วินิจฉัย ข้างต้น การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นการใช้สิทธิในฐานะคู่สัญญาตามสัญญาทางแพ่ง มิใช่เป็นการใช้อำนาจทางปก ครองตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิ หรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ จึงไม่เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บวิธีปฏิบัติราช การทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังนั้น จึงไม่ใช่คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง


(๔) คำสั่งที่
ร.๗๑/๒๕๕๔ คำร้องที่ ร.๔00/๒๕๕๓

ผู้ฟ้องคดี (จังหวัดราชบุรี) ฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาซื้อขายเครื่องพ่นเคมี ระบบฝอยละอองละเอียด ยูแอลวี จำนวน ๔ เครื่อง กับผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการของโรงพยาบาลบางแพแต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามเวลาที่กำหนดในสัญญา จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าปรับนั้น เห็นว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคและมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา ๕๑ () และมาตรา ๕๒ แห่ง พ.ร.บระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บจัดตั้งศาลปก ครองฯ และโดยที่มาตรา ๔๒ แห่ง พ.ร.บ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ บัญญัติให้กระทรวงสาธารณสุขมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพอนามัย การป้องกัน ควบคุมและรักษาโรคภัย การฟื้นฟูสมรรถภาพของประชาชน เมื่อการจัด ซื้อเครื่องพ่นเคมีระบบฝอยละอองละเอียด ยูแอลวี ของผู้ฟ้องคดีตามสัญญาพิพาทในคดีนี้ เป็นการจัดซื้อเครื่องมือสำหรับพ่นสารเคมีเพื่อควบคุมและป้องกันโรคต่างๆ โดยการกำจัดแมลง สัตว์นำโรคและเชื้อโรคในมนุษย์ พืช สัตว์ และ ฆ่าเชื้อโรคในโรงพยาบาล อาคาร บ้านเรือน และ ที่พักอาศัย ดังนั้น เครื่องมือดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขของโรงพยาบาลบางแพให้บรรลุผล สัญญาซื้อขายเครื่องมือดังกล่าว จึงเป็น
สัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ กรณีพิ พาทตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำ นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราช บัญญัติเดียวกัน เมื่อผู้ฟ้องคดี ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าวแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีในวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๒ วันดังกล่าว จึงเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี การที่ผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อ ศาลปกครองในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๓ จึงเป็นการฟ้องคดีภายในระยะเวลาห้าปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา ๕๑ แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ

(๕) คดีหมายเลขแดงที่ อ.๑๗๗/๒๕๕๓ คดีหมายเลขดำที่ อ.๔0/๒๕๔๙

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผิดสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผิดสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว กับผู้ฟ้องคดี (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชำระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อผู้ฟ้องคดีมีคำสั่งลงวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔0 อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ลาออกจากราชการก่อนชดใช้ทุนตามสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงผิดสัญญา วันดังกล่าวจึงเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ แต่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๖ จึงเป็นการยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา ๕๑ แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการฟ้องคดีประ เภทนี้จากเดิมสิบปีนับแต่วันผิดสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาเป็นหนึ่งปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญ ญัติข้างต้น ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวไว้ตามคำวินิจฉัยที่ ๒๕/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๕ และผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำ นาจหน้าที่ระหว่างศาลดังกล่าว จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นเกี่ยวกับอำนาจพิ จารณาพิพากษาของศาลซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาได้ ศาลปกครองชั้นต้นอาจใช้ดุลพินิจรับคำฟ้องที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะ เว ลาการฟ้องคดีไว้พิจารณาตามที่มาตรา ๕๒วรรคสองแห่ง พ.ร.บจัดตั้งศาลปกครองฯ และข้อ ๓0 วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่กำหนดให้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่รับคำฟ้องคดีที่ยื่นเมื่อพ้นกำ หนดระยะเวลาการฟ้องคดีแล้วไว้พิจารณาเป็นที่สุด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่อาจอุท ธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าว และศาลปกครองสูงสุดก็ไม่มีอำนาจทบทวนการใช้ดุลพิ นิจมีคำสั่งดังกล่าวของศาลปกครองชั้นต้นได้


(๖)
คดีหมายเลขแดงที่ อ.๑๔๗/๒๕๕๓ คดีหมายเลขดำที่ อ.๓๗๙/๒๕๔๙

ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ( จังหวัดนครศรีธรรมราช) ได้ว่าจ้างให้ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างถนนลาดยาง สายเขตสุขาภิบาลชะอวด บ้านขอนหาด (ตอนที่ ๔) พร้อมสะพาน คสล.จำนวน ๑ แห่งโดยสัญญากำหนดเริ่มทำงานภายในวันที่ ๘ ตุลา คม ๒๕๔๒ และเสร็จบริบูรณ์ภายในวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๓ ผู้ฟ้องคดีส่งมอบงาน ๔ ครั้ง แล้วเสร็จ ล่าช้ากว่าวันที่กำหนดตามสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีที่๑จึงหักค่าปรับ๓ครั้ง คงเหลือเงินหลังหักค่าปรับที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับเงิน ผู้ฟ้องคดีจึงของดเว้นค่าปรับ แต่ไม่ได้รับอนุมัติ ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องเรียกเงินค่าปรับที่หักออกจากเงินค่าจ้าง เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อผู้ฟ้องคดีส่งมอบงานพ้นกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จตามสัญญา ถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีรู้ถึงการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑หักค่าปรับจากค่า จ้างซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๓ วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๓ และวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ตามลำดับ ผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองในวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๔ จึงเป็นการยื่นฟ้องภายในห้าปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา ๕๑ แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (กรมทางหลวงชนบท) หักเงินค่าจ้างของผู้ฟ้องคดีเป็น การใช้สิทธิปรับผู้รับจ้างที่ส่งมอบงานล่าช้าโดยผู้ว่าจ้างไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างตามข้อ ๑๓๘ ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งให้สิทธิ แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการบอกเลิกสัญญาเมื่อเงินค่าปรับจะเกินร้อยละสิบของวงเงินค่าจ้าง แต่การจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่จะพิจารณาดำเนินการเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการและประโยชน์ส่วนรวม เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากับผู้ฟ้องคดี สัญญาจ้างจึงมีผลบังคับต่อไปจนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญาหรือสัญญานั้นสิ้นสุดลง สิทธิเรียกค่าปรับตามข้อสัญญาเนื่องจากการทำงานล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาในสัญญาจึงยังคงมีอยู่จนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงมีสิทธิหักค่าปรับจากผู้ฟ้องคดี เนื่องจากการส่งมอบงานล่าช้าได้

 

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การทำงานล่าช้าเป็นพฤติการณ์ที่เกิดจากความผิดของผู้รับจ้าง ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างเหตุสุดวิสัยมาเพื่อเป็นเหตุของดหรือลดค่าปรับจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ขยายเวลาการดำเนินงานตามสัญญาให้ผู้ฟ้องคดีจึงชอบตามข้อ ๑๓๙ ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ผู้ฟ้องคดีส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนดถึง ๑ ปี ๔ วัน และข้อสัญ ญากำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้สิทธิหักค่าปรับวันละ ๔,๓๕0 บาท เป็นเงินค่าปรับจำนวน ๑,๖๙๖,00 บาท ซึ่งเกินร้อยละสิบของค่าจ้างที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างก่อ สร้างที่มีวงเงิน ๔,๓๕0,000 บาท ขัดต่อข้อ ๑๓๘ ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงเป็นค่าปรับที่ไม่ชอบ แม้ผู้ฟ้องคดีมิได้อุทธรณ์คำพิ พากษาของศาลปกครองชั้นต้นขอเพิ่มเงินที่จะต้องได้รับคืน ศาลปกครองสูงสุด ก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้