บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

การประกอบการท่าเรือของ ก.น.อ

ดัชนีบทความ
การประกอบการท่าเรือของ ก.น.อ
หน้าที่ 2
หน้าที่ 3
ทุกหน้า

การประกอบการท่าเรือของ ก.น.อ

ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ ๒๙-๓๐/๒๕๕๖

กรมเจ้าท่าได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ คค ๐๓๐๕.๔/๓๕๖๘ ลงวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๕ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ประสงค์จะประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเลเกิน ๕๐๐ ตันกรอส อันเป็นกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภคอันกระทบกระเทือนถึงความปลอดภัยหรือผา สุกของประชาชนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดให้กิจการท่าเรือเดินทะเลเป็นกิจการค้า ขายอันเป็นสาธารณูปโภคอันกระทบกระเทือนถึงความปลอดภัยหรือผาสุกของประ ชาชน พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ จึงได้ยื่นขออนุญาตประกอบกิจการดังกล่าวต่อกรมเจ้าท่า แต่กรมเจ้าท่าเห็นว่า กนอ. ส่งเอกสารหลักฐานไม่ครบถ้วน ตามข้อ๔(๒) แห่งประ กาศ กระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตให้ประกอบกิจการท่าเรือซึ่งเป็นกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภคอันกระทบกระเทือนถึงความปลอดภัยหรือผา สุกของประชาชนตามข้อ ๓ (๙) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๒) ลงวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยไม่มีใบอนุ ญาตใช้ท่าเทียบเรือหรือใบอนุญาตปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ กรมเจ้าท่าจึงไม่รับคำขออนุญาตดังกล่าวไว้พิจารณานอกจากนี้ กรมเจ้าท่าเห็นว่าแม้ กนอ. จะได้รับอนุ ญาตให้ปลูกสร้างท่าเรืออันเป็นสิ่งล่วงล้ำลำน้ำได้ตามใบอนุญาตเลขที่ ๓๒/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๕ แต่ใบอนุญาตดังกล่าวให้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้พื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรมภายใต้การควบคุมของ กนอ.เท่านั้น และปัจจุบันศาลปก ครองสูงสุดก็ได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อ. ๒๑/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒ กุมภา พันธ์ ๒๕๕๕ ว่าการออกใบอนุญาตดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นการออกใบอนุญาตให้ปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำที่ได้ปลูกสร้างขึ้นแล้วก่อนได้รับใบอนุ ญาต แต่เนื่องจากการเพิกถอนใบอนุญาตจะส่งผลกระทบในหลายด้าน ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่วินิจฉัยให้เพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวแต่ให้ กนอ.ชำระค่าปรับตามมาตรา ๑๑๘ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ ภายใน  ๙๐ วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา แต่จนถึงปัจจุบัน กนอ. ก็ยังไม่ได้ชำระค่าปรับดังกล่าว

ต่อมา กนอ.ได้มีหนังสือแจ้งมายังกรมเจ้าท่าว่าการประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเลดังกล่าวเป็นการที่ กนอ. ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนในประเทศเพื่อจัดเตรียมสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อตอบสนองต่องานด้านอุตสาหกรรม และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดก็เป็นหนึ่งในโครงการตามนโยบาย และเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะ วันออกในการควบคุมดูแลของ กนอ. จึงถือเป็นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีที่ได้เห็นชอบและอนุมัติในหลักการให้ กนอ. ดำเนินการก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดตามที่ส่งพร้อมหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๙๐๑/๐๐๕๐ ลงวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๖ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ โดยคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกได้อีกทั้งการดำเนินกิจการท่าเรือเดินทะเลของ กนอ. เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพ.ศ. ๒๕๒๒ อันเป็นกฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจ กนอ. สามารถประกอบกิจการดังกล่าวได้ในเขตนิคมอุตสาหกรรม ตามข้อ ๖ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕  กนอ. จึงสามารถดำเนินกิจการท่าเรือเดินทะเลในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดได้โดยไม่ต้องขอ อนุญาตหรือได้รับสัมปทานจากกระทรวงคมนาคมตามข้อ ๓ และข้อ ๔ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว


กรมเจ้าท่าพิจารณาแล้วเห็นว่ามาตรา ๖ มาตรา ๑๐และมาตรา ๑๒ แห่งพระ ราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ มิได้บัญญัติให้ กนอ. มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการท่าเรือไว้อย่างชัดเจน  จึงขอหารือว่าหาก กนอ. ประสงค์จะประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเล กนอ. ต้องขออนุญาตประกอบกิจการดัง กล่าวตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘
ลงวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ หรือไม่ และ กนอ. จะมีอำนาจเรียกเก็บค่าภาระทั่วไปได้หรือไม่

ต่อมา การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้มีหนังสือ ที่ อก ๕๑๐๒.๑.๒/๔๘๑๗ ลงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ หารือปัญหาข้อกฎหมายมายังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า กนอ. มีหนังสือขออนุญาตประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเลต่อกรมเจ้าท่าเนื่องจาก กนอ. ได้ตกลงกับบริษัท ท่าเรือระยอง จำกัด ตามสัญญาร่วมดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ท่าเทียบเรือระหว่าง กนอ. กับบริษัทฯ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๙ โดย กนอ. ตกลงให้บริษัทฯ ใช้พื้นที่ในเขตท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ยาวประมาณ ๑ ,๐๒๔.๒ เมตร เพื่อก่อสร้างท่าเทียบเรือและใช้เป็นพื้นที่สนับสนุนในการกองเก็บสัมภาระก่อนส่งไปยังโรงงานต่อไป โดยในวันทำสัญญา บริษัทฯ ตกลงโอนกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองท่าเรือ รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างและส่วนที่เป็นถนนหรือสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่บริษัทฯ ปลูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการประกอบกิจการท่าเรือให้แก่ กนอ. และ กนอ. ตกลงให้สิทธิแก่บริษัทฯ ใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อประกอบกิจการท่าเทียบเรือตั้งแต่วันทำสัญ ญาจนถึงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๙ เว้นแต่สัญญาจะระงับหรือสิ้นสุดลงก่อนวันครบกำหนดสัญญาด้วยเหตุตามที่ระบุไว้ในสัญญา  ในกรณีที่บริษัทฯ ตกเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวและผิดนัดชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญา หรือผิดนัดชำระเงินจำนวนใด ๆ ตามที่กำหนดไว้ในสัญญานี้ และ กนอ. เห็นว่าบริษัทฯ ไม่อยู่ในฐานะที่จะปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ หรือศาลมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทฯ ไม่ว่าชั่วคราวหรือเด็ดขาด ให้ถือว่าสัญญาเป็นอันเลิกกัน และให้ กนอ. เข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ท่าเทียบเรือเฉพาะกิจสำหรับสินค้าเทกอง และท่าเทียบเรือทั่วไปสำหรับสินค้าเหลว

เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ด ขาด ทรัพย์สินของบริษัทฯ และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กนอ. จึงมีหนังสือหารือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดว่า กนอ. มีสิทธิเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ท่าเทียบเรือนั้นหรือไม่ ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือแจ้งความเห็นมายัง กนอ. ว่า คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดย่อมมีผลใช้บังคับและทำให้สัญญาระหว่าง กนอ. กับบริษัทฯ เป็นอันเลิกกัน กนอ. จึงมีสิทธิเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ท่าเทียบเรือ แม้ต่อมาศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของศาลล้มละลายกลาง
ก็ไม่มีผลให้สัญญาที่เลิกกันแล้วกลับมาสมบูรณ์อีกได้
ดังนั้น กนอ. จึงมีหนังสือขออนุญาตประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเลต่อกรมเจ้าท่า

หลังจากนั้น กรมเจ้าท่าได้มีหนังสือถึงกนอ.แจ้งว่าไม่สามารถอนุญาตให้ กนอ. ประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเลตามที่ขอได้ เนื่องจาก กนอ. ไม่มีใบอนุญาตให้ใช้ท่าเทียบเรือหรือใบอนุญาตปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำตามข้อ ๔ (๒) แห่งประกาศกระ ทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตให้ประกอบกิจการท่าเรือซึ่งเป็นกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภคอันกระทบกระเทือนถึงความปลอดภัยหรือผาสุกของประชาชนตามข้อ ๓ (๙) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ฯ อันเป็นเอก สารประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาตให้ประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเลตามประ กาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ และหาก กนอ. ประสงค์จะประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเลตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว ก็จะต้องดำเนินการเพื่อกิจกรรมเฉพาะของตนเท่านั้น

กนอ.ได้มีหนังสือชี้แจงกรมเจ้าท่าว่า การดำเนินกิจการท่าเรือเดินทะเลของ กนอ. เป็นการดำเนินการตามกฎหมายที่บัญญัติให้ กนอ. สามารถจัดทำในเขตนิคมอุตสาหกรรมตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยฯ กนอ. จึงสามารถดำเนินกิจการท่าเรือเดินทะเลในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดได้โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือได้รับสัมปทานตามข้อ ๓ และข้อ ๔ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฯ  ทั้งนี้ กนอ. เห็นว่า แม้มาตรา ๖ มาตรา ๑๐ (๑) และมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญ ญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.. ๒๕๒๒ จะมิได้บัญญัติให้ กนอ. ประ กอบกิจการท่าเรือเดินทะเลโดยตรง แต่โดยที่กิจการท่าเรือเป็นอุตสาหกรรมบริการ
ประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนา เปรียบเสมือนเป็นจุดรวมเส้นทางของการขนส่งสินค้าและอำนวยความสะดวกในการขนถ่ายสินค้าผ่านท่าเพื่อการค้าทางทะเล  ดังนั้น การประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเลของ กนอ.
จึงเป็นการดำเนินการตามขอบวัตถุประสงค์แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยฯ ในลักษณะที่เป็นการดำเนินธุรกิจที่เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวเนื่องกับการประกอบอุตสาหกรรม และเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกประเภทหนึ่งที่ กนอ. จัดให้มีขึ้นเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกต่อการขนส่งสินค้าทางทะเลแก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมที่อยู่ในเขตท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด
นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
ฉะนั้น การดำเนินกิจการท่าเรือเดินทะเลจึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติขึ้นเป็นพิเศษให้ กนอ. สามารถประกอบกิจการได้ตามวัตถุประสงค์ที่พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้ นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบและอนุมัติ ให้ กนอ. ดำเนินการโครงการก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดและที่เกี่ยวข้องไว้หลายคราว ตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ เป็นต้นมา


กนอ.จึงขอหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนี้

๑.พระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพ.ศ. ๒๕๒๒ที่ให้กนอ. มีอำนาจดำเนินกิจการที่เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวเนื่องกับการประกอบอุตสาหกรรมถือเป็นกรณีที่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยกิจการดังกล่าวกำหนดขึ้นไว้แล้วตามนัยข้อ ๖ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ และทำให้ กนอ. ดำเนินกิจการดังกล่าวได้โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือได้รับสัมปทานตามข้อ ๓ และข้อ ๔ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว ใช่หรือไม่

๒.หาก กนอ.สามารถดำเนินกิจการท่าเรือเดินทะเลได้โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือได้รับสัมปทานตามข้อ ๓ และข้อ ๔ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ กนอ. ต้องยื่นขอใบอนุญาตให้ใช้ท่าเทียบเรือตามข้อ ๔ (๒) แห่งประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตให้ประกอบกิจการท่าเรือซึ่งเป็นกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภคอันกระทบกระเทือนถึงความปลอดภัยหรือผาสุกของประชาชนตามข้อ ๓ (๙) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๒)หรือไม่

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๕) ได้พิจารณาข้อหารือของกรมเจ้าท่าและ
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแล้ว เห็นว่าเป็นข้อหารือที่เกี่ยวเนื่องกันจึงรวมพิจารณาข้อหารือของทั้งสองหน่วยงาน โดยมีผู้แทนกระทรวงคมนาคม (สำนักงานปลัดกระทรวงและกรมเจ้าท่า) และผู้แทนการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริง และปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า กนอ. ได้ตกลงให้ผู้ประกอบการปลูกสร้างท่าเรือเดินทะเลในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจำนวน ๑๒ แห่ง บางแห่ง กนอ. เป็นผู้ขออนุญาตปลูกสร้างท่าเรือเดินทะเลอันเป็นสิ่งล่วงล้ำลำน้ำเอง แต่บางแห่งผู้ประกอบการเป็นผู้ขออนุญาตปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ ส่วนการประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเลนั้น ผู้ประกอบการเป็นผู้ขออนุญาตประกอบกิจการจากกรมเจ้าท่า

จากข้อเท็จจริงข้างต้น เห็นว่าการก่อสร้างท่าเรือเดินทะเลนั้นเป็นการปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำลงไปในทะเลซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยทั่วไปและสิ่งแวดล้อม  

ดังนั้น ไม่ว่าผู้ใดประสงค์จะดำเนินการดังกล่าวจึงต้องได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่าซึ่งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมและกำกับดูแลการใช้น่านน้ำไทยทั้งหมดอันเป็นอำนาจอธิปไตยของรัฐตามมาตรา ๑๑๗ แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ ซึ่ง กนอ. และกรมเจ้าท่าชี้แจงข้อเท็จจริงตรงกันว่าในการก่อ สร้างท่าเทียบเรือเดินทะเลนั้น กนอ. หรือผู้ประกอบการ แล้วแต่กรณี ได้ขออนุญาตก่อสร้างท่าเทียบเรือต่อกรมเจ้าท่าโดยถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด กรณีจึงมีปัญหา
ที่จะต้องวินิจฉัยเพียงสองประเด็น  ประเด็นที่หนึ่ง กนอ. ต้องขออนุญาตประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเลตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ประกอบกับพระราชกฤษฎีกากำหนดให้กิจการท่าเรือเดินทะเลเป็นกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภคอันกระทบกระเทือนถึงความปลอดภัยหรือผาสุกของประ ชา ชน พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือไม่  ประเด็นที่สอง ในกรณีที่ กนอ. ต้องขออนุญาตประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเล กรมเจ้าท่าจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าภาระทั่วไปในการอนุญาตประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเลได้หรือไม่

ประเด็นที่หนึ่ง เห็นว่า มาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่ง ประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ บัญญัติให้จัดตั้ง กนอ. ขึ้นเป็นนิติบุคคลและมีวัตถุประสงค์ในการจัดให้ได้มาซึ่งที่ดินที่เหมาะสมเพื่อจัดตั้งหรือขยายนิคมอุตสาหกรรมหรือเพื่อดำเนินธุรกิจอื่นที่เป็นประโยชน์ หรือเกี่ยวเนื่องกับ กนอ. ตลอดจนปรับปรุงที่ดินดังกล่าวเพื่อให้บริการตลอดจนจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานของผู้ประกอบอุตสาห กรรมและผู้ประกอบพาณิชยกรรม และผู้ประกอบกิจการอื่นที่เป็นประโยชน์หรือเกี่ยว เนื่องกับการประกอบอุตสาหกรรมหรือการประกอบพาณิชยกรรม เช่น การจัดให้มีถนน ท่อระบายน้ำ โรงบำบัดน้ำเสีย ไฟฟ้า ประปา และโทรคมนาคม เป็นต้น กรณีจึงเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้อำนาจแก่ กนอ. ในการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานของผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้ประกอบพาณิชยกรรม และผู้ประกอบกิจการอื่นที่เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวเนื่องกับการประกอบอุตสาหกรรมหรือการประกอบพาณิชยกรรมเฉพาะในเขตที่ดินของ กนอ. เท่านั้น

สำหรับการประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเลของ กนอ. ตามข้อหารือนี้ เป็นกรณีที่ กนอ. จะประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเลโดยใช้ท่าเรือเดินทะเลที่บริษัท ท่าเรือระยอง จำกัด ปลูกสร้างขึ้นตามสัญญาร่วมดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ท่าเทียบเรือ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๙ ระหว่าง กนอ. กับบริษัท ท่าเรือระยอง จำกัด ซึ่งบริษัทฯ ได้รับอนุ ญาตจากกรมเจ้าท่าให้ปลูกสร้างท่าเรือเดินทะเลอันเป็นสิ่งล่วงล้ำลำน้ำดังกล่าวขึ้นได้ตามมาตรา ๑๑๗ แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ อย่างไรก็ดี แม้สิ่งปลูกสร้างนี้จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ กนอ. ตามสัญญาร่วมดำเนินงานดังกล่าว แต่ก็หาได้มีผลให้พื้นที่ในทะเลที่มีสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันตกเป็นที่ดินอันมีกรรมสิทธิ์ของ กนอ. ไปด้วยแต่ประการใดไม่ การประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเลของ กนอ. จึงเป็นการประกอบกิจการนอกเขตที่ดินของ กนอ. ไม่เข้าลักษณะเป็นการจัดสิ่งอำนวย ความสะดวกในการดำเนินงานของผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้ประกอบพาณิชยกรรม
และผู้ประกอบกิจการอื่นที่เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวเนื่องกับการประกอบอุตสาหกรรมหรือการประกอบพาณิชยกรรมในที่ดินของนิคมอุตสาหกรรมตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญ ญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเลเกิน ๕๐๐ ตันกรอส
เป็น กิจการที่ต้องขออนุญาตต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมตามข้อ ๓ (๙)
แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ประกอบกับมาตรา ๓และมาตรา ๔แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดให้กิจการท่าเรือเดินทะเลเป็นกิจ การค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภคอันกระทบกระเทือนถึงความปลอดภัยหรือผาสุกของประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๒ ดังนั้น หาก กนอ. ประสงค์จะประกอบกิจการดังกล่าว ย่อมต้องขออนุญาตต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ประเด็นที่สอง เห็นว่า มาตรา ๒๓ (๑๓) แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ บัญญัติให้คณะกรรมการ กนอ. มีอำนาจวางนโยบายและควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของ กนอ. รวมถึงอัตราค่าบริการในนิคมอุตสาห กรรม และมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยฯ บัญญัติให้ กนอ. กำหนดค่าบริการในนิคมอุตสาหกรรมในอัตราอันสมควรเพื่อให้มีรายได้เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นในการดำเนินกิจการของกนอ ประ กอบกับมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่าเมื่อได้ประกาศเขตพื้นที่ใดเป็นนิคมอุตสาหกรรมแล้ว ให้ กนอ. มีอำนาจกำหนดค่าบริการในนิคมอุตสาหกรรมนั้น
ตามความเหมาะสม
ในด้านธุรกิจ

ดังนั้น ในกรณีที่ กนอ.ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการท่าเรือเดินทะเล กนอ. จึงย่อมมีอำนาจเรียกเก็บค่าภาระทั่วไปซึ่งเป็นค่าบริการในการดำเนินกิจการท่าเรือเดินทะเลได้ ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่กรมเจ้าท่ากำหนดในการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าว