บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

หลักเกณฑ์การพิจารณาคืนของกลาง

ดัชนีบทความ
หลักเกณฑ์การพิจารณาคืนของกลาง
หน้าที่ 2
ทุกหน้า

หลักเกณฑ์การพิจารณาคืนของกลาง

๑ การขอคืนของกลางกรณีศาลสั่งริบ

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา ๘๕ เจ้าพนักงานผู้จับหรือรับตัวผู้ถูกจับไว้มีอำนาจค้นตัวผู้ต้องหา และยึดสิ่งของต่างๆ ที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้”

“การค้นนั้นจักต้องทำโดยสุภาพ ถ้าค้นผู้หญิงต้องให้หญิงอื่นเป็นผู้ค้น”

“สิ่งของใดที่ยึดไว้เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุดเมื่อเสร็จคดีแล้วก็ให้คืนแก่ผู้ต้องหาหรือแก่ผู้อื่น ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น”

ทรัพย์หรือสิ่งของใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา เจ้าพนักงานตำรวจหรือพนัก งานสอบสวนมีอำนาจยึดมาเป็นของกลางได้ เพราะเป็นอำนาจสอบสวนที่จะแสวงหารวบรวมพยานหลักฐานเพื่อใช้พิสูจน์ความผิดของผู้ ต้องหาหรือจำเลยตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หากปรากฏในภายหลังว่าของกลางรายใดไม่มีความจำเป็น ต้องใช้เป็นพยานแล้ว เจ้าพนักงานหรือพนักงานสอบสวนก็มีอำนาจที่จะสั่งคืนแก่เจ้า ของทรัพย์สินนั้นได้

ทรัพย์ของกลางหากเป็นทรัพย์สินที่ผิดกฎหมายหรือทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้มาโดยได้กระทำความผิด ได้ให้เพื่อจูงใจบุคคลให้กระทำความผิด หรือเพื่อเป็นรางวัลในการที่บุคคลได้กระทำความผิด ทรัพย์สินเหล่านี้กฎหมายกำหนดให้ให้ริบเสียทั้งสิ้น เว้นแต่ทรัพย์ สินนั้นเป็นของผู้อื่น ซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งริบ (ยกเว้นทรัพย์ที่เป็นความผิดในตัวเช่นยาเสพติด ปืนเถื่อน เป็นต้น) เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงมีสิทธิ์ร้องขอต่อศาลที่สั่งริบให้คืนทรัพย์แก่ตนได้ โดยต้องปฏิบัติตามบทกฎหมายเรื่องการขอคืนของกลางในคดีอาญา โดยมีเงื่อนไข ดังนี้

* (๑)เป็นเจ้าของทรัพย์ของกลางที่ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์ และ

(๒) มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด

วิธีการขอคืนของกลาง เริ่มต้นจากเจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงจะต้องยื่นคำร้องแสดงเหตุผลในข้อเท็จจริงให้ครบตามเงื่อนไขทั้ง ๒ ข้อข้างต้น ยื่นต่อศาลที่มีคำสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวหลังจากนั้นศาลจะส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และจำเลยเพื่อทำคำคัดค้านเข้ามาก่อนหรือในวันนัดไต่สวนคำร้อง แล้วจึงจะมีการสืบพยานฟังความทุกฝ่ายว่าผู้ร้องมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ หากผลการไต่สวนได้ความตามเงื่อนไขทั้ง ๒ ข้อข้างต้น ศาลจะมีคำสั่งให้คืนทรัพย์ของกลางที่สั่งริบนั้นแก่เจ้าของ แต่หากไม่ได้ความตามเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใด ศาลก็จะมีคำสั่งยกคำร้องยกตัวอย่างเช่น เพื่อนมายืมรถยนต์เราว่าจะนำไปขนย้ายสิ่งของ แต่กลับนำรถไปแข่งบนถนนหลวงอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายจราจรทางบก เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเพื่อนเราไปฟ้องศาลและขอให้ริบรถยนต์ที่ใช้แข่งด้วย จนศาลมีคำพิพากษาลงโทษเพื่อนและริบรถยนต์ของกลางด้วย ดังนี้ เราซึ่งอยู่บ้านไม่ทราบมาก่อนเลยว่าเพื่อนจะนำรถไปกระทำผิดต่อกฎหมาย เราก็สามารถที่จะยื่นคำร้องแสดงเหตุผลว่าเป็นเจ้า ของทรัพย์ของกลางที่ศาลมีคำสั่งให้ริบ และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความ ผิด ขอให้ศาลที่มีคำสั่งริบให้คืนรถยนต์ที่ริบนั้นแก่เราได้ และเมื่อทำการไต่สวนสืบ พยานแล้ว หากศาลฟังได้ตามคำร้องของเรา ศาลจะมีคำสั่งให้คืนทรัพย์ที่ริบนั้น

อย่างไรก็ตาม การขอคืนของกลางต้องกระทำภายใน ๑ ปี นับแต่วันคำพิพาก ษาถึงที่สุด หากพ้นกำหนดเวลาแล้วแม้เจ้าของที่แท้จริงจะมีคุณสมบัติครบถ้วน ก็ไม่อาจที่จะขอคืนทรัพย์ที่ถูกสั่งให้ริบนั้นได้.

(ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์)

๒ การขอคืนของกลางกรณีมีตัวผู้กระทำผิด

การพิจารณาคำขอคืนของกลางต้องรอผลคดีถึงที่สุด หากคดีอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ต้องส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนเพื่อประกอบการสอบสวนคดีและประกอบสำนวนคดีต่อไป

๓ การขอคืนของกลางกรณีพนักงานศุลกากรเป็นผู้ตรวจยึดและไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด

การใช้อำนาจยึดของเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ และที่แก้ไขเพิ่มเติม

มาตรา๒๔ “สิ่งใดๆอันจะพึงต้องริบตามพระราชบัญญัตินี้พนักงานศุลกากรพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ มีอำนาจยึดในเวลาใด ๆ และ ณ ที่ใด ๆ ก็ได้”

“สิ่งที่ยึดไว้นั้นถ้าเจ้าของหรือผู้มีสิทธิไม่มายื่นคำร้องเรียกเอาภายในกำหนดหกสิบวัน สำหรับยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำผิด หรือสามสิบวันสำหรับสิ่งอื่น นับแต่วัน ที่ยึด ให้ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของและให้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยมิพักต้องคำนึงว่าจะมีการฟ้องคดีอาญานั้นหรือไม่”

กรณีเจ้าหน้าที่ศุลกากรเป็นผู้ตรวจยึดและไม่ปรากฏตัวผู้ต้องหาหรือไม่มีการส่งฟ้องคดีต่อศาล หากมีผู้ยื่นคำร้องขอคืนของกลางภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำ หนด การพิจารณาของเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่รับผิดชอบถือปฏิบัติเช่นเดียวกับการวินิจ ฉัยของศาลโดยต้องตรวจสอบพยานทั้งที่เป็นพยานบุคคลและ/หรือพยานเอกสารและต้องสอบปากคำผู้ขอคืนของกลางให้ได้ข้อเท็จจริงว่า

(๑)ผู้ขอคืนของกลางเป็นเจ้าของทรัพย์ของกลางที่ยึดนั้น โดยอาจตรวจจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นต้น และ

(๒) ผู้ขอคืนของกลาง มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด เช่น ผู้กระ ทำผิดกระทำเองโดยพละการโดยเจ้าของทรัพย์ของกลางมิได้รู้เห็นเป็นใจ เป็นต้น

ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา ๓๒ ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิด และมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่

มาตรา ๓๓ “ในการริบทรัพย์สิน นอกจากศาลจะมีอำนาจริบตามกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบทรัพย์สินดังต่อไปนี้อีกด้วย คือ

(๑) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือ

(๒) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้มาโดยได้กระทำความผิด

เว้นแต่ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด”

สำหรับขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติคืนของกลางเป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนด