บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

ไม้ผ่านแดน-ถ่ายลำต้องมีใบเบิกทางกำกับหรือไม่

ดัชนีบทความ
ไม้ผ่านแดน-ถ่ายลำต้องมีใบเบิกทางกำกับหรือไม่
หน้าที่ 2
ทุกหน้า

 

ไม้ผ่านแดน-ถ่ายลำต้องมีใบเบิกทางกำกับหรือไม่

บันทึกคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 7) เรื่องเสร็จที่ 721/2551

1.  ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา

ประเด็นที่ 1  บทบัญญัติเกี่ยวกับการออกใบเบิกทางกำกับการนำไม้เคลื่อนที่ตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ เป็นกฎหมายที่กำหนดมาตรการในการควบคุมไม้ที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต้องถือปฏิบัติด้วยหรือไม่ ประการใด เห็นว่า กฎหมายว่าด้วยป่าไม้มุ่งประสงค์จะคุ้มครองไม้และของป่า โดยกำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะทำไม้หรือเก็บหาของป่า รวมถึงการนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่จะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และกฎหมายได้กำหนดกระบวนการควบคุมและตรวจสอบการนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่โดยให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการออกใบเบิกทางกำกับการนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ต่อไปภายหลังจากกรณีที่กำหนดไว้ในมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2518 และเนื่องจากใบเบิกทางดังกล่าวเป็นใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ดังนั้น ส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องจึงต้องถือปฏิบัติตามบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการออกใบเบิกทางกำกับการนำไม้เคลื่อนที่ตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ด้วยเช่นกัน

ประเด็นที่ 2  การนำไม้ซึ่งเป็นสินค้าผ่านแดนโดยวิธีการถ่ายลำ (transshipment) เป็นการนำเข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้หรือไม่ และเมื่อนำไม้ดังกล่าวเคลื่อนที่ในราชอาณาจักรต้องอยู่ในบังคับกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ อย่างไร เห็นว่า นิยามคำว่า นำเคลื่อนที่ ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2485 ที่หมายความว่าทำให้ไม้หรือของป่าเคลื่อนจากที่ไปด้วย ประการใด ๆประกอบกับความในมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มุ่งประสงค์จะควบคุมการนำไม้และของป่าเคลื่อนที่ จึงได้กำหนดให้มีบทบัญญัติที่กำหนดกระบวนการควบคุมการนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ ดังนั้น การนำไม้หรือของป่า  เข้ามา  ในราชอาณาจักรตามมาตรา 38 (3) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ จึงหมายความรวมถึงการนำไม้ซึ่งเป็นสินค้าผ่านแดนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยวิธีการถ่ายลำ (transshipment) และเมื่อมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มิได้กำหนดยกเว้นให้การนำไม้ซึ่งเป็นสินค้าผ่านแดนเคลื่อนที่ไปเพื่อถ่ายลำไม่ต้องดำเนินการตามมาตรา 39 ดังนั้น ผู้ที่นำไม้ซึ่งเป็นสินค้าผ่านแดนโดยวิธีการถ่ายลำเคลื่อนที่ต่อไปภายหลังที่นำไม้หรือของป่าเข้ามาในราชอาณาจักรไปถึงด่านศุลกากรหรือด่านตรวจศุลกากรที่นำเข้ามาแล้ว จึงต้องมีใบเบิกทางที่ออกโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ด้วย

เมื่อพิจารณากรณีที่กรมศุลกากรขอทบทวนความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีการ (คณะที่ 7) แล้วไม่ปรากฏว่าได้เกิดข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ที่แตกต่างไปจากข้อเท็จจริงเดิมที่คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 7) ได้พิจารณาไปแล้ว และข้อกฎหมายที่กรมศุลกากรยกขึ้นโต้แย้งนั้นเป็นประเด็นที่ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีการ (คณะที่ 7) ได้ยกขึ้นพิจารณาโดยรอบคอบซึ่งได้พิจารณาถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายประกอบด้วยแล้ว โดยบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการนำเคลื่อนที่นั้น เป็นวิธีการควบคุมไม้ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ เพื่อประสงค์ที่จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ทราบว่าไม้ที่นำเคลื่อนที่ไปนั้นเป็นไม้ที่ได้มาจากที่ใด ได้มาตั้งแต่เมื่อใด ได้มาโดยวิธีใด จะนำเคลื่อนที่ไปที่ใด ใครเป็นผู้นำไป นำไปโดยวิธีใด ทั้งนี้เพื่อมิให้มีการลักลอบการตัดไม้เพิ่มขึ้น รวมถึงมิให้มีการนำไม้ที่ได้มาโดยมิชอบมาสวมรอยเข้าไปแทน ซึ่งการนำไม้เคลื่อนที่ไปนั้นเมื่อพิจารณาจากบทนิยามคำว่า  ไม้  แล้วถือได้ว่า ไม้ทุกชนิดและทุกสภาพลักษณะต่างก็อยู่ในความหมายตามนิยามดังกล่าว

ส่วนการนำเคลื่อนที่นั้น เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้วเห็นได้ว่า กฎหมายคำนึงถึงการเคลื่อนจากที่ไปเป็นประการสำคัญ ส่วนจะทำให้เคลื่อนจากที่ไปด้วยเหตุใดนั้น ไม่จำกัดวิธีการนำเคลื่อนที่ และไม่ว่าจะนำเคลื่อนที่จากที่ใดไปยังแห่งใดในราชอาณาจักร รวมถึงไม่จำกัดระยะทางของการนำเคลื่อนที่ ซึ่งก็ย่อมต้องปฏิบัติตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ทั้งสิ้น ดังนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 7) จึงยืนตามคำวินิจฉัยเดิม

นอกจากนี้ การที่กรมศุลกากรให้เหตุผลว่า การถ่ายลำสินค้าเป็นเรื่องอันเกี่ยวกับการศุลกากรโดยตรงจึงย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 7) ที่เคยวินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวไว้ในเรื่องการดำเนินการกับไม้ของกลางตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ (เรื่องเสร็จที่ 132/2551) นั้นเห็นว่า กฎหมายว่าด้วยศุลกากรเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำของเข้าและส่งของออก โดยของนั้นอาจเป็นของต้องเสียอากรหรือไม่ก็ได้และของนั้นอาจเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดตามกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ซึ่งมาตรา 120 กำหนดให้กรณีที่แตกต่างกับกฎหมายอื่นในเรื่องอันเกี่ยวแก่ศุลกากร ให้ยกเอาพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ขึ้นบังคับ และกฎหมาย พระราชบัญญัติ หรือประกาศใดซึ่งจะได้ใช้ในภายหน้านั้น มิให้ถือว่าเพิกถอน จำกัด เปลี่ยนแปลง หรือถอนเสียซึ่งอำนาจและบทแห่งพระราชบัญญัติศุลกากรฯ เว้นไว้แต่กฎหมายที่ใช้บังคับในภายหลังจะแสดงไว้โดยชัดแจ้งว่ามีความประสงค์จะให้เป็นเช่นนั้น มาตราดังกล่าวจึงต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าเฉพาะกรณีที่เกี่ยวแก่ศุลกากรเท่านั้น แต่บทบัญญัติตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองบำรุงรักษาป่าไม้อันเป็นทรัพยากรธรรมชาติให้ได้ผลดียิ่งขึ้น จึงกำหนดวิธีการควบคุมการนำไม้เคลื่อนที่ ซึ่งเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์พิเศษ ถือว่ากฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้ว จึงไม่อาจงดเว้นการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยป่าไม้ได้ ดังนั้น การนำไม้ผ่านแดนโดยวิธีการถ่ายลำจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติในมาตรา 38 และมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้บังคับในภายหลัง



แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 20 มิถุนายน 2012 เวลา 16:35 น.