บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

ประเด็นปัญหาของผ่านแดนและของถ่ายลำต้องอยู่ในบังคับของกฎหมายภายในหรือไม่

ประเด็นปัญหาของผ่านแดน

และของถ่ายลำต้องอยู่ในบังคับของกฎหมายภายในหรือไม่

1.  เดิมคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 3) ได้ให้ความเห็นในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับ การนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร สรุปได้ว่า

มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 ได้วางหลักการว่า การนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรต้องขออนุญาต ยกเว้นการนำเข้าสุราไม่เกินหนึ่งลิตร หรือการนำเข้ามาเพื่อเป็นตัวอย่างสินค้าหรือมิใช่เพื่อการค้าและอธิบดีกรมสรรพสามิตผ่อนผันให้นำเข้าได้เท่านั้น ซึ่งอาจนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ต้องขออนุญาต เมื่อการนำสุราจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้น จึงต้องยื่นคำขออนุญาตก่อนนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรต่อเจ้าพนักงานสรรพสามิต อีกทั้งการที่พระราชบัญญัติสุราฯ กำหนดให้ต้องขออนุญาตก่อนการนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรทำให้สุราที่จะนำเข้าเป็นของต้องจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ดังนั้น การนำสุราจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมิได้ขออนุญาตจากเจ้าพนักงานสรรพสามิตก่อนการนำเข้า จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 และพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 นอกจากนั้น เมื่อความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางถนนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พ.ศ. 2542 ได้มีการออกกฎหมายอนุวัติการเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการออกหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศและเครื่องหมายแสดงประเทศสำหรับการขนส่งทางถนนเท่านั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการออกกฎหมายอนุวัติการในส่วนที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติสุราฯด้วย ดังนั้นจึงมิใช่บทยกเว้นในการที่จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 (บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร

(เรื่องเสร็จที่ 305/2548)

ต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ประชุมร่วม ร่วมกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 3 คณะที่ 5 และคณะที่ 6) พิจารณาข้อหารือของกรมสรรพสามิตว่า

(1)  การขนส่งสินค้าใบยาและยาสูบผ่านแดน (transit) และการถ่ายลำสินค้าใบยาและยาสูบ (transshipment) จากประเทศหนึ่งผ่านประเทศไทยไปยังอีกประเทศหนึ่ง ถือเป็นการนำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งจะต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 หรือไม่

(2)  สินค้ายาสูบที่ขนส่งผ่านแดน (transit) หรือถ่ายลำสินค้า (transshipment) จากประเทศหนึ่งผ่านประเทศไทยไปยังอีกประเทศหนึ่ง จะต้องปิดแสตมป์ยาสูบตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 หรือไม่

คณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาแล้วมีความเห็นว่าตามอนุสัญญาบาร์เซโลนา และความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้ากำหนดการผ่านแดน(transit) ซึ่งหมายความรวมถึงกรณีการถ่ายลำ (transshipment) ไม่ใช่การนำเข้าหรือการส่งออก เนื่องจากในการผ่านแดน (transit) จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของเส้นทางการขนส่งไม่ได้อยู่ในประเทศที่มีการขนส่งผ่านแดน และสินค้าที่ขนส่งก็มิได้นำมาใช้บริโภคหรือใช้ประโยชน์ในประเทศที่มีการขนส่งผ่านแดนนั้น จึงทำให้มีการยกเว้นอากรศุลกากรรวมทั้งอากรหรือค่าภาระอื่นที่เกี่ยวกับค่าผ่านแดน ในขณะที่การนำเข้ามีจุดสิ้นสุดของเส้นทางการขนส่งอยู่ในประเทศที่นำเข้า และสินค้าที่นำเข้าจะใช้ในการบริโภคหรือใช้ประโยชน์ในประเทศนั้น ส่วนการส่งออกเป็นกรณีที่จุดเริ่มต้นของเส้นทางการขนส่งอยู่ในประเทศที่ส่งออก

ดังนั้น การขนส่งสินค้าใบยาและยาสูบผ่านแดน (transit) และการถ่ายลำสินค้าใบยาและยาสูบ (transshipment) จากประเทศหนึ่งผ่านประเทศไทยไปยังอีกประเทศหนึ่งจึงไม่ถือเป็นการนำเข้าไปในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร และไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าหรือส่งออกตามมาตรา 27 (8) แห่ง

พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509

ประเด็นที่สอง เห็นว่าเมื่อได้พิจารณาในประเด็นที่หนึ่งแล้วว่า การขนส่งสินค้าใบยาและยาสูบผ่านแดน (transit) และการถ่ายลำสินค้าใบยาและยาสูบ (transshipment) จากประเทศหนึ่งผ่านประเทศไทยไปยังอีกประเทศหนึ่งไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าหรือส่งออกดังนั้น สินค้ายาสูบที่ขนส่งผ่านแดนหรือถ่ายลำสินค้าจึงไม่ต้องปิดแสตมป์ยาสูบตามมาตรา 27แห่งพระราชบัญญัติยาสูบ

2.  สำหรับกรมการค้าต่างประเทศ ได้ถือปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลปกครองคดีหมายเลขดำที่ 2245/2549 คดีหมายเลขแดงที่ 897/2551 ระหว่างบริษัทไอโอนิค โลจีสติกส์จำกัด ผู้ฟ้องคดีกับกรมศุลกากรที่ 1 และกรมการค้าต่างประเทศที่ 2  ผู้ถูกฟ้องคดีโดยศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาว่า พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายที่นำมาใช้บังคับในกรณีการขนส่งสินค้าในลักษณะการถ่ายลำได้ ดังนั้นการขนส่งสินค้า ในลักษณะการถ่ายลำจะต้องปฏิบัติตามประกาศและระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ที่เกี่ยวข้องซึ่งออกโดยพระราชบัญญัตินี้

ที่มา : บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องการขนส่งผ่านแดนและ   การถ่ายลำซึ่งสินค้าใบยาและยาสูบ เรื่องเสร็จที่ 168/2552

คำพิพากษาศาลปกครองคดีหมายเลขดำที่ 2245/2549

คดีหมายเลขแดงที่ 897/2551

ข้อสังเกต

การพิจารณาคดีปกครองของศาลปกครองจะพิจารณาข้อเท็จจริงของคู่กรณีในคดีก่อน จากนั้นจึงจะพิจารณาข้อกฎหมายว่าข้อเท็จจริงในคดีนั้น ผิดต่อกฎหมายปกครองหรือไม่อย่างไร สำหรับการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา มิได้พิจารณาข้อเท็จจริงโดยเฉพาะเจาะจงแต่จะพิจารณาข้อกฎหมายของประเด็นที่ขอหารือเท่านั้น ดังนั้นคำพิพากษาของศาลปกครองจึงมีผลผูกพันเฉพาะกับคู่กรณีนั้นตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีเท่านั้น สำหรับผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นการกำหนดแนวทางปฏิบัติราชการตามกฎหมายในประเด็นที่ขอหารือโดยผลการวินิจฉัยต้องส่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐถือ เป็นแนวปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป

เพิ่มเติม

บันทึกสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 168/2552 เรื่องการขนส่งผ่านแดนและการถ่ายลำซึ่งสินค้าใบยาและยาสูบ

อนุสัญญบาร์เซโลนา และความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (The General Agreement on Tariffs and Trade) หมายความรวมถึงกรณีการถ่ายลำ (transshipment) ไม่ใช่การนำเข้าหรือส่งออก เนื่องจากในการผ่านแดน (transit) จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของเส้นทางการขนส่งไม่ได้อยู่ในประเทศที่มีการขนส่งผ่านแดน และสินค้าที่ขนส่งก็มิได้นำมาใช้บริโภคหรือใช้ประโยชน์ในประเทศที่มีการขนส่งผ่านแดนนั้น ดังนั้น การขนส่งสินค้าใบยาและยาสูบผ่านแดน (transit) และการถ่ายลำสินค้าใบยาและยาสูบ (transshipment) จากประเทศหนึ่งผ่านประเทศไทยไปยังอีกประเทศหนึ่งจึงไม่ถือเป็นการนำเข้าไปในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร และไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าหรือส่งออกตามมาตรา  27  แห่ง พระราชบัญญัติยาสูบฯ เมื่อไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าหรือส่งออก ดังนั้นสินค้ายาสูบที่ขนส่งผ่านแดนหรือถ่ายลำสินค้าจึงไม่ต้องปิดแสตมป์ยาสูบตามมาตรา  27 (ความเห็นฉบับย่อ)