บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

การคืนอากรกรณีเสียไว้เกิน

การคืนอากรกรณีเสียไว้เกิน

1  มาตรา 10 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากร พระพุทธศักราช 2469 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

“สิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริงเป็นอันสิ้นไปเมื่อครบกำหนดสองปีนับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก แล้วแต่กรณี แต่คำเรียกร้องขอคืนอากรเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใดๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใดๆ นั้น มิให้รับพิจารณาหลังจากที่ได้เสียอากรและของนั้นๆ ได้ส่งมอบหรือส่งออกไปแล้ว เว้นแต่ในกรณีที่ได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบหรือส่งออกว่าจะยื่นคำเรียกร้องดังกล่าว หรือในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พึงต้องรู้อยู่ก่อนส่งมอบหรือส่งออกว่าอากรที่ชำระไว้นั้นเกินจำนวนที่พึงต้องเสียสำหรับของที่ส่งมอบหรือส่งออก”

องค์ประกอบสำคัญของมาตรานี้

(1)  ต้องมีการชำระเงินค่าภาษีอากรไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสีย

(2)  ต้องเรียกร้องและฟ้องขอคืนภายในสองปีนับแต่วันนำเข้าหรือส่งออก

(3)  ถ้ากรณีเรียกร้องหรือฟ้องขอคืนเพราะเหตุเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใดๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใดๆ นั้น จะต้องเข้าเงื่อนไขดังนี้

-  ต้องเป็นกรณีแจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบหรือส่งออกว่าจะยื่นคำเรียกร้องขอคืนอากรหรือ

-  ต้องเป็นกรณีเจ้าหน้าที่พึงต้องรู้อยู่ก่อนส่งมอบหรือส่งออกว่าอากรที่ชำระไว้นั้น เกินจำนวนที่พึงต้องเสียสำหรับของนั้น

อายุความในการเรียกร้องขอคืนอากรกำหนดสองปีนับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก

2  การขอคืนเงินประกันตามมาตรา 112 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พระพุทธศักราช 2469 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

“ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่ามีปัญหาเกี่ยวกับจำนวนค่าอากรสำหรับของที่กำลังผ่านศุลกากร ให้นำของนั้นไปยัง ศุลกสถาน หรือนำไปเก็บไว้ในที่มั่นคงแห่งใดแห่งหนึ่ง เว้นแต่พนักงานเจ้าหน้าที่และเจ้าของหรือตัวแทนจะตกลงกันยอมให้เอาแต่ตัวอย่างของไว้วินิจฉัยปัญหาและเพื่อรักษาประโยชน์รายได้ของแผ่นดิน ให้ชำระอากรตามจำนวนที่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออก แล้วแต่กรณี สำแดงไว้ในใบขนสินค้าและให้วางเงินเพิ่มเติมเป็นประกันจนครบจำนวนเงินอากรสูงสุดที่อาจจะพึงต้องเสียสำหรับของนั้น แต่อธิบดีจะประกาศกำหนดให้รับการค้ำประกันของกระทรวงการคลังหรือธนาคารแทนการวางเงินเพิ่มเติมเป็นประกันดังกล่าว โดยอาจกำหนดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เห็นสมควรก็ได้”

องค์ประกอบสำคัญของมาตรานี้

(1)  ต้องเป็นกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่ามีปัญหาเกี่ยวกับจำนวนค่าอากรสำหรับของที่กำลังผ่านศุลกากร

(2)  ให้นำของนั้นไปยังศุลกสถาน หรือนำไปเก็บไว้ ในที่มั่นคงแห่งใด แห่งหนึ่ง

(3)  เว้นแต่พนักงานเจ้าหน้าที่และเจ้าของหรือตัวแทนจะตกลงกันยอมให้เอาแต่ตัวอย่างของไว้วินิจฉัยปัญหาและเพื่อรักษาประโยชน์รายได้ของแผ่นดิน ให้ชำระอากรตามจำนวนที่ผู้นำของเข้า หรือผู้ส่งของออกแล้วแต่กรณี สำแดงไว้ในใบขนสินค้าและให้วางเงินเพิ่มเติมเป็นประกันจนครบจำนวนเงินอากรสูงสุดที่อาจจะพึงต้องเสียสำหรับของนั้น

(4)  แต่อธิบดีจะประกาศกำหนดให้รับการค้ำประกันของกระทรวงการคลัง หรือธนาคารแทนการวางเงินเพิ่มเติมเป็นประกันดังกล่าว โดยอาจกำหนดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เห็นสมควรก็ได้

อายุความในการเรียกร้องขอคืนเงินประกันมิได้กำหนดไว้ในมาตรา 112 จัตวา วรรคท้ายแห่งพระราชบัญญัติศุลกากรพุทธศักราช 2469 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ สิบ ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30

“อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้มีกำหนด สิบปี

3  การขอคืนอากรที่ถือเป็น “ลาภมิควรได้” ตามมาตรา 406 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

“บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพราะการที่บุคคลอีกคนหนึ่งกระทำเพื่อชำระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเสียเปรียบไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นจำต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา อนึ่งการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่หรือหาไม่นั้น ท่านก็ให้ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้ด้วย

บทบัญญัติอันนี้ท่านให้ใช้บังคับตลอดถึงกรณีที่ได้ทรัพย์มาเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมิได้เป็นขึ้น หรือเป็นเหตุที่ได้สิ้นสุดไปเสียก่อนแล้วนั้นด้วย”

องค์ประกอบสำคัญของมาตรานี้

(1)  บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด เพราะการที่บุคคลอีกคนหนึ่งกระทำเพื่อชำระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี

(2)  โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเสียเปรียบไซร้

(3)  ท่านว่าบุคคลนั้นจำต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา

(4)  อนึ่ง การรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่หรือหาไม่นั้นท่านก็ให้ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้ด้วย

อายุความในการเรียกร้องขอคืนเงินที่เป็น “ลาภมิควรได้” เป็นไปตามมาตรา 419 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

“ในเรื่องลาภมิควรได้นั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนหรือ เมื่อพ้นสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น”

4  การขอคืนอากรกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บไว้ผิด ซึ่งไม่เข้าข่ายตามมาตรา 10 วรรคห้าและไม่เป็นกรณีลาภมิควรได้ตาม ปพพ. มาตรา 406

อายุความในการเรียกร้องขอคืนอากรกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บไว้ผิด มิได้กำหนดไว้เฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป คือ สิบ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

“อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้มีกำหนดสิบปี”