บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

การขอคืนอากรที่ชำระไว้เกินกรณีได้รับยกเว้นการตรวจ

การขอคืนอากรที่ชำระไว้เกินกรณีได้รับยกเว้นการตรวจ

1.  ข้อเท็จจริง

ด้วยบริษัท เมอร์ค จำกัดได้ยื่นหนังสือลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2552 ขอความเป็นธรรมในการพิจารณาคืนเงินอากร เนื่องจาก บริษัทฯ ได้ยื่น (ORANGE JUICE CONE) จำนวน 1 CARTON นำเข้าทางสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2551 ชำระอากรในประเภทพิกัดฯ 2202.100 อัตราอากร 30% หรือ 1.5 บาท/กก. โดยได้รับ “ยกเว้นการตรวจ” และได้รับของไปจากอารักขาศุลกากรแล้ว แต่ภายหลังบริษัทฯตรวจสอบแล้วพบว่าสำแดงประเภทพิกัดและอัตราอากรไม่ถูกต้อง ต้องชำระในประเภทพิกัดฯ 2009.190 อัตราอากร 10%หรือ 3.5/กก. เป็นเหตุให้บริษัทฯชำระภาษีอากรไว้เกิน รวมเป็นเงิน 65,262.00 บาทจึงได้ยื่นคำร้อง ลงวันที่ 18 มกราคม 2551 ขอคืนค่าภาษีอากรที่ชำระไว้เกิน โดยให้เหตุผลว่าชำระภาษีอากรไว้เกินจำนวนที่ต้องเสียจริง

2.  ปัญหาที่จะต้องพิจารณา

2.1  การยกเว้นการตรวจตามประกาศกรมศุลกากรที่ 40/2547 ถือว่าเป็นการตรวจปล่อยของออกไปจากอารักขา หรือไม่

2.2  การชักตัวอย่างให้หน่วยงานอื่นตรวจสอบ (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) แตกต่างกับการชักตัวอย่างให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสอบ หรือไม่

2.3  กรณีนี้ถือว่าเป็นเรื่องเจ้าหน้าที่พึงต้องรู้ก่อนการส่งมอบไปจากอารักขาของศุลกากร หรือไม่

3.  ข้อพิจารณาของคณะกรรมการ กพพ.

คณะกรรมการ กพพ. พิจารณาแล้วเห็นว่า

3.1  ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 40/2547 การตรวจปล่อยของขาเข้าออกไปจากอารักขาของศุลกากรมี 3 วิธี

(1)  วิธีส่งมอบ

(2)  วิธียกเว้นการตรวจ

(3)  วิธีเปิดตรวจ

ดังนั้นเมื่อมีการปฏิบัติตามประกาศ ก็ถือว่าเป็นการตรวจปล่อยของออกไปจากอารักขาตามกฎหมายกรมศุลกากรแล้ว เนื่องจากตามประกาศกรมศุลกากร กำหนดวิธีการตรวจปล่อยของออกไปจากอารักขา 3 วิธีด้วยกัน

3.2  การชักตัวอย่างตรวจสอบมีความแตกต่างกัน เพราะของกรมศุลกากร มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดเก็บภาษี ส่วนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามีวัตถุประสงค์เพื่อดูคุณสมบัติต่างๆ ของสินค้าว่าเป็นสินค้าประเภทควบคุมหรือไม่ควบคุม ซึ่งเป็นการควบคุมการนำเข้าสินค้า

3.3  การพิจารณาคำว่า พึงต้องรู้ มี 2 อย่าง คือ เรื่องข้อเท็จจริง กับเรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งหากเป็นเรื่องข้อเท็จจริงจะพึงต้องรู้ก็ต่อเมื่อเห็นของ มีการตรวจสอบ คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก ฯลฯ แต่ถ้าเป็นเรื่องข้อกฎหมาย เช่น กฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กฎหมายพิกัดอัตราอากร หลักเกณฑ์การตีความ ประกาศคำสั่งต่างๆ นั้นเป็นข้อกฎหมาย ถือว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พึงต้องรู้

การตรวจปล่อยโดยวิธียกเว้นการตรวจตามประกาศกรมศุลกากรที่ 40/2547 ข้อ 5 ให้ถือว่า ของที่ได้รับมอบออกไปจากอารักขาของศุลกากรแล้ว มีชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก ราคา หรือเกี่ยวกับอัตราอากรนั้น ถูกต้องตรงตามที่สำแดงในใบขนสินค้าและเอกสารประกอบ เว้นแต่จะพิสูจน์จนเป็นที่พอใจของอธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย และประกาศกรมศุลกากรที่ 14/2549 ก็เปิดช่องทางให้พิสูจน์ได้ในกรณีเมื่อรับของไปแล้วมีเหตุแก้ไขโดยสุจริต สามารถที่จะยื่นพิสูจน์ให้เป็นที่พอใจ เห็นได้ว่าบริษัทฯ มีสิทธิที่จะพิสูจน์ได้ แต่ไม่ใช้สิทธิพิสูจน์  เมื่อข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวฟังยุติได้เช่นนี้ สาระสำคัญเรื่องนี้ควรมองที่ตัวพิกัดว่าของที่สำแดง มีกี่พิกัด หากปรากฏว่า ของนำเข้าที่สำแดงนั้น เป็นของจัดเข้าพิกัดเดียว ถือว่าเข้าข้อสันนิษฐานตามประกาศกรมศุลกากรที่ 40/2547 ข้อ 5 คือเจ้าหน้าที่พึงต้องรู้แต่ถ้าของที่สำแดงจัดเข้าได้หลายพิกัดถือว่าเจ้าหน้าที่ไม่พึงต้องรู้

4.  มติคณะกรรมการ กพพ.

สำหรับกรณีนี้ คณะกรรมการฯเห็นว่า เจ้าหน้าที่ไม่พึงต้องรู้ เพราะข้อเท็จจริงของพิกัดฯของ Orange Juice Cone อาจมีมากกว่าหนึ่งพิกัด คือ อาจจะเป็นพิกัด 20.09 หรือ 22.02 หรือพิกัดอื่นๆก็ได้ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ/ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์นั้น จึงไม่ต้องคืนอากรให้ผู้นำเข้า

อนึ่ง คณะกรรมการฯ เห็นว่าควรแก้ไข ระเบียบ คำสั่ง และประกาศ ที่เกี่ยวข้องกับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของของ กรณีที่มีการรับมอบของออกไปจากอารักขาศุลกากรแล้วและผู้นำของเข้ากล่าวอ้างว่าของไม่ตรงตามสำแดงในใบขนสินค้าและเอกสารประกอบ โดยกำหนดระยะเวลาในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงไว้ เพราะระบบได้มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยนำประเด็นดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการฯพิจารณาต่อไป

5.  คำสั่งอธิบดีกรมศุลกากร

เห็นด้วยตามมติคณะกรรมการ กพพ.

ที่มา รายงานการประชุม คณะกรรมการพิจารณาปัญหากฎหมายและพิธีการศุลกากร (กพพ.) ครั้งที่ 1/2552 เรื่องที่ 3