บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

เมื่อพม่าเปิดประเทศ

 

เมื่อพม่าเปิดประเทศ

1. พม่าไม่ได้ล้าหลังอย่างที่ทุกคนพูดกัน หลายคนชอบพูดกันว่า เศรษฐกิจพม่านั้นล้าหลังกว่าประเทศไทยอยู่เกือบ 50 ปี และผลของการปิดประเทศ ได้ส่งผลให้การพัฒนาประเทศของพม่าต้องหยุดชะงักลงแต่ความเป็นจริง ก็คือ พม่าไม่ได้ล้าหลังเรามากเช่นนั้น แค่เพียงไปที่ย่างกุ้ง เราก็จะพบเห็นโครงสร้างสาธารณูปโภคที่ดีพอสมควร ถนนหนทางที่ใช้ได้ รวมไปถึงศูนย์การค้าสมัยใหม่ (ที่ใช้ได้ ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ) เริ่มผุดขึ้นมา โดยมีสินค้า Brand names จากประเทศต่างๆ เข้าไปวางขายอยู่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ไทยยิ่งช่วงนี้ จากการที่เขาเปิดประเทศ เศรษฐกิจพม่าเริ่มมีความคึกคักมากขึ้น เข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจกำลังโต รายได้กำลังเพิ่ม ทำให้กำลังซื้อของพม่า เข้าสู่จุดที่เหมาะสม จึงไม่น่าแปลกใจว่า มีการลงทุนในกิจการต่างๆ รวมถึงการก่อสร้างตึกต่างๆ เพิ่มขึ้น อย่างเห็นได้ชัด


2. พม่ามีทรัพยากรมาก อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญไม่แพ้ไทย ที่เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่าง จีน อินเดีย ไทย สามารถเป็นทางออกสู่ทะเลอันดามันให้กับจีนตะวันตกได้ ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา จะที่มีการ Sanction จากสหรัฐและยุโรป นักลงทุนจีนได้เข้าไปลงทุนในพม่าอย่างต่อเนื่อง ในทุกภาคส่วน และจับจองแหล่งทรัพยากรธรรมชาติสำคัญๆ ไว้เรียบร้อย พร้อมกับสร้างทางรถไฟจากยูนานไปออกที่ทะเลอันดามัน โดยจะสามารถเดินรถได้ในช่วงปีหน้าในช่วงต่อไป หลังจากการเมืองพม่าเริ่มนิ่งขึ้นบ้าง ทำให้สหรัฐและยุโรป ประกาศยกเลิกการ Sanction ต่างชาติก็ยิ่งเริ่มคิดเกี่ยวกับการเข้าไปจับจองลงทุนกันมากขึ้น

3. พม่ามีขนาดที่ใหญ่พอ เมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พม่ามีพื้นที่ของประเทศและเศรษฐกิจที่ใหญ่พอ มีประชากรประมาณ 60 ล้านคน (ใหญ่กว่าลาวที่มีประชากรเพียง 7 ล้านคน และกัมพูชาที่มีประชากร 15 ล้านคน) ทำให้มีแรงงานกว่า 30 ล้านคน จะทำให้สามารถเป็นฐานการผลิตได้ดี และยิ่งมีตลาดในประเทศที่ใหญ่พอด้วย พม่าจึงเป็นประเทศที่น่าสนใจอย่างยิ่งจากมุมมองของบริษัทต่างๆ ที่ต้องการที่จะเข้าไปลงทุน
ความท้าทายในช่วงต่อไป
เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา พม่าได้วางรากฐานสำคัญอีกอย่าง ที่จะเป็นหัวใจในการเปิดประเทศของตนเข้าสู่โลกภายนอก คือ การประกาศยกเลิกอัตราแลกเปลี่ยนแบบหลายอัตรา ที่เคยประกาศค่าเงินจ๊าดไว้ที่ 6 จ๊าด/ดอลลาร์ และเริ่มใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว โดยมีทางการประกาศกรอบอัตราแลกเปลี่ยนในแต่ละวัน โดยที่หลังจากยกเลิกระบบดังกล่าวแล้ว พม่าได้ประกาศอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ไว้ประมาณ 800 จ๊าด/ดอลลาร์ (ใกล้เคียงกับราคาในตลาดมืด) จุดนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับภาคการส่งออกนำเข้าของพม่า ประเทศไทยเราเองก็เคยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบหลายอัตราเช่นกัน แต่ในช่วงที่เราเริ่มเปิดเข้าสู่ตลาดโลก เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบตลาด ก็ได้ประกาศยกเลิกระบบดังกล่าวไปเช่นกัน


ภายใต้ความน่าสนใจในการลงทุนในมุมมองของนักลงทุนต่างประเทศ และแรงงานค่าแรงถูกที่มีอยู่ในประเทศ มีโอกาสมากที่เศรษฐกิจพม่าจะสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ในอัตราที่น่าพึงพอใจไประยะหนึ่ง และเป็นโอกาสธุรกิจของทุกคน โดยความท้าทายของพม่าอยู่ที่


1. การดูแลให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ ถ้าจะว่าไปในอาเซียน พม่าเป็นประเทศสุดท้ายที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ที่ยังไม่ได้มีคนเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ ดังเช่นในประเทศอื่นๆ จุดนี้จึงทำให้หลายคนสนใจอย่างยิ่งที่จะเข้าไปเป็นรายแรก และจะเป็นสิ่งที่ทำให้รถไฟของการพัฒนาเศรษฐกิจพม่าขับเคลื่อนออกจากชานชาลาไปได้ แต่ความท้าทายตรงนี้อยู่ที่ว่า จะใช้ให้ทรัพยากรธรรมชาติทีมีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาได้อย่างไร เพราะเมื่อใช้ไปแล้วก็จะหมดไป และยากที่จะกลับมาจุดเดิมได้

2. การพัฒนายกระดับระบบการเงิน ว่าทางการพม่าจะสามารถพัฒนาระบบสถาบันการเงินของเขาให้เป็นที่น่าเชื่อถือ และมีความมั่นคง ได้มาตรฐานได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งในกรณีของไทย เราเองก็ใช้เวลาพอสมควร หลายปีในการที่จัดระบบแบงก์ของเราให้เข้าที่ ซึ่งเมื่อทำได้ ก็จะเป็นแหล่งฝากเงินของประชาชน เป็นแหล่งทุนของภาคธุรกิจ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาประเทศ

3. การดูแลการใช้จ่ายภาครัฐให้มีวินัยในการใช้จ่าย ไม่จ่ายมากไปกว่ารายได้ที่ตนเองมีมากนัก ซึ่งหลายประเทศที่เมื่อเริ่มเปิดประเทศใหม่ๆ ก็มักจะอยากใช้จ่ายในโครงการสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เห็นว่าจำเป็น ทำให้ท้ายที่สุด เป็นภาระต่อธนาคารกลางที่ต้องเข้ามาช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาล Finance หรือพิมพ์เงินให้ หรือต้องกู้ยืมจากต่างชาติเป็นจำนวนมาก ตรงนี้ หลายประเทศก็มักจะจบลงด้วยการประสบปัญหาวิกฤตการคลังในที่สุด ซึ่งถ้าระวังแต่ต้น ก็จะทำให้การพัฒนาเป็นไปได้ และมีความยั่งยืน

4. การดูแลปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งท้ายที่สุดเมื่อพัฒนาไประยะหนึ่ง ทางการก็จะต้องตัดสินใจว่าจะเอาอะไร ระหว่างการเจริญเติบโตในอัตราที่สูง กับการดูแลไม่ให้เงินเฟ้อมากเกินไป ซึ่งในเรื่องนี้ ถ้าเดินไปตามทางของเวียดนาม มุ่งแต่การเจริญเติบโตแต่เพียงอย่างเดียว ก็จะจบลงด้วยปัญหาเงินเฟ้อสูง ปัญหาค่าเงินที่ต้องประกาศลดค่าเงินเป็นระยะๆ และความที่คนไม่อยากใช้เงินของตนเอง มาใช้เงินตราต่างประเทศแทน ซึ่งก็หวังว่าจะไม่เดินไปในทางนั้น ก็ขอเอาใจช่วยทุกคนครับ ทั้งผู้ที่ต้องการไปทำธุรกิจในพม่า (ที่โอกาสกำลังเปิด) และให้เศรษฐกิจพม่าสามารถพัฒนาไปได้ดี ยั่งยืน นำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

: กอบศักดิ์ ภูตระกูล