บริการของเรา

· ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับพิธีการศุลกากรและสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร เช่น การลดอัตราอากรหรือยกเว้นอากรตามมาตรา๑๒หรือมาตรา๑๔แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ๒๕๓๐

· ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคดีผิดศุลกากร

· ให้คำปรึกษาและดำเนินการขอคืนภาษีศุลกากร

· ให้คำปรึกษาและดำเนินการขอใบอนุญาตตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

· ให้คำปรึกษาและดำเนินการขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑบนหรือเขตปลอดอากร

  

 


สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

ปัญหาข้อพิพาทการเรียกเก็บอากรเพิ่มสำหรับรถยนต์หรู ที่ตรวจปล่อยแล้ว

 

ปัญหาข้อพิพาทการเรียกเก็บอากรเพิ่มสำหรับรถยนต์หรู

ที่ตรวจปล่อยแล้ว

กรมศุลกากรได้ออกแบบแจ้งการประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้าฯ ว่าได้ตรวจสอบพบว่าผู้นำของเข้าได้ชำระภาษีอากรไม่ถูกต้องสำหรับการนำเข้ารถยนต์หรูที่ได้ตรวจปล่อยแล้วจึงขอให้ผู้นำของเข้าไปติดต่อชำระภาษีอากรที่ขาดพร้อมเงินเพิ่มนั้น

เนื่องจากสินค้าได้ผ่านการพิจารณากำหนดราคาศุลกากรและตรวจปล่อยออกจากอารักขาศุลกากรไปถูกต้องนานแล้ว การที่กรมศุลกากรนำมากล่าวอ้างภายหลังว่าชำระภาษีอากร ไม่ถูกต้องแต่ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่ามีการสำ แดงไม่ถูกต้องอย่างไร จึงมีประเด็นข้อสงสัยที่ต้องพิจารณา ดังนี้

๑ ข้อเท็จจริง

กรมศุลกากรได้ออกแบบแจ้งการประเมินอากรให้ไปชำระอากรเพิ่มสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรรับราคาสำแดงซึ่งเป็นราคาซื้อขายจริงเป็นราคาศุลกากรจึงถือว่าใบขนสินค้าดังกล่าวเป็นใบขนสินค้าชำระอากรถูกต้องครบถ้วนและได้ตรวจปล่อยออกจากอารักขาศุลกากรแล้ว การกำหนดราคาศุลกากรจึงเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว กรณีนี้จึงมิใช่เป็นกรณีของที่นำเข้ามีปัญหาเกี่ยวกับราคาศุลกากรและวางเงินประกันเพื่อขอปล่อยของออกไปก่อนที่ยังต้องมีการกำหนดราคาศุลกากรภายหลังการตรวจปล่อยแล้วแต่อย่างใด

๒ กรณีมีหนี้ค่าภาษีค้างชำระจริงหรือไม่

๒.๑ การกำหนดราคาศุลกากรต้องเป็นไปตามกฎหมายและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

เดิมการกำหนดราคาศุลกากรเป็นระบบราคาตลาดหรือราคาอันแท้จริงในท้องตลาดซึ่งหมายถึงราคาขายส่งเงินสด(ไม่รวมถึงอากร กรณีที่เป็นการนำเข้า)ซึ่งจะพึงขายของประเภทและชนิดเดียวกันได้โดยไม่ขาดทุน ณ เวลาที่นำของเข้าหรือส่งของออกโดยไม่มีการหักทอนหรือลดหย่อนราคาแต่อย่างใด ปัจจุบันประเทศไทยได้พัฒนาระบบศุลกากรเกี่ยวกับการกำหนดราคาศุลกากรที่โดยได้แก้ไขกฎหมายว่าด้วยศุลกากรให้นำราคาแกตต์ตามมาตรฐานสากลที่กำหนดให้ราคาศุลกากรต้องอยู่บนฐานของมูลค่าการซื้อขายซึ่งประกอบ ด้วยราคาที่ได้ชำระจริงหรือราคาที่จะต้องชำระและกำหนดมีค่าใช้จ่ายใดบ้างที่ต้องนำมารวมหรือหักออกจากราคาซื้อขายนั้น การกำหนดราคาศุลกากรจึงต้องเป็นไปตามหลัก เกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการกำหนดราคาตามกฏกระทรวงและประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ.๒๕๕๖ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในกฎกระ ทรวงที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นราคาเพื่อการจัดเก็บอากรจึงต้องเป็นราคาซื้อขายของที่นำเข้าหมายถึงราคาที่ได้ชำระจริงหรือที่จะต้องชำระสำหรับของที่นำเข้านั้นเมื่อได้มีการขายเพื่อส่งออกมายังราชอาณาจักร

๒.๒ ตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้าฯดังกล่าวปรากฏเพียงข้อเท็จจริงว่าพบราคารถยนต์ที่จำหน่ายในต่างประเทศที่มียี่ห้อและรุ่นตรงกับรถยนต์นำเข้ามีราคาสูงกว่าราคาสำแดงเพื่อเสียภาษีนำเข้า จึงพิจารณาเป็นราคาศุลกากรและเมื่อนำมาเปรียบเทียบภาษีที่ได้ชำระไว้แล้ว หากพบว่าเสียภาษีนำเข้าต่ำกว่าราคาที่กำหนดขึ้นมาเองนั้น กรมศุลกากรจะแจ้งให้ผู้นำของเข้ามาชำระภาษีเพิ่ม แต่ราคาศุลกากรที่กำหนดใหม่ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าได้ผ่านขั้นตอนการตรวจ สอบราคาแล้วว่าเป็นราคาศุลกากรตามที่กำหนดในกฎกระ ทรวงและประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ.๒๕๕๖เกี่ยวกับการกำหนดราคาศุลกากร จึงเกรงว่าแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้าฯดังกล่าว อาจไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติ วิธีปฏิ บัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙และที่แก้ ไขเพิ่มเติมเพราะขาดข้อกฎหมาย จึงเกรงว่าอาจมีปัญหาในการบังคับใช้ที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

๒.๓ การออกแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้าฯมิได้มีผลทางกฎหมายให้เกิดความรับผิดในค่าภาษี

ตามมาตรา๑๓วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ.๒๕๖๐ กำหนดความรับผิดในอันต้องเสียอากรสำหรับของนำเข้ามาในราชอาณาจักรเกิดขึ้นในเวลานำเข้าสำเร็จ สำหรับมาตรา๒๐แห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ.๒๕๖๐ กำหนด การบังคับเอาหนี้ค่าภาษีอากรที่ชำระไม่ครบถ้วน ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรออกแบบแจ้งการประ เมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้าฯเพื่อเรียกเก็บอากรที่ขาด ดังนั้นการเกิดหนี้ค่าภาษีศุลกากรจึงเกิดขึ้นเวลานำเข้าสำเร็จ มิใช่หนี้ค่าภาษีศุลกากรเกิดขึ้นในเวลาออกแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้าฯแต่อย่างใด ดังนั้นการพิจารณาว่ายังมีหนี้ภาษีค้างอยู่หรือไม่ต้องเป็นไปตามผลการตรวจ สอบของเจ้าหน้าที่ศุลกากร มิได้เกิดขึ้นตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้าฯแต่อย่างใด

สำหรับการทบทวนหลังการตรวจปล่อยสำหรับใบขนสินค้า(Post Review) ที่ต้องมีการออกใบทักท้วงการตรวจสอบอากรไปยังหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง แต่ตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีการตรวจสอบวิธีใดๆและไม่ปรากฏผลการตรวจสอบแต่อย่างใดรวมทั้งไม่พบข้อความใดเป็นความเท็จ จึงเกรงว่าอาจเป็นการออกแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้าฯเพื่อเรียกเก็บอากรที่ขาดในหนี้ค่าภาษีที่ไม่มีอยู่จริง จึงอาจเป็นการออกแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้าฯโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

๒.๔ ที่อ้างว่าเนื่องจากผู้นำเข้าไม่ได้จัดทำและ/หรือจัดทำคำอธิบายและยื่นเอกสารเกี่ยวกับธุรกรรมการซื้อขายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการกำหนดราคาวิธีที่๑ภายในเวลาที่กำหนด เมื่อพิจารณาตามประมวลฯข้อ๒ ๐๑ ๐๔ ๐๒ พบว่าผู้นำของเข้ามีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือความถูกต้องของข้อความหรือเอกสารใดๆที่ได้สำแดงต่อ หน่วยงานประเมินอากร แต่ปรากฏว่าผู้นำของเข้าไม่เคยได้รับการติดต่อจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เข้าชี้แจงแต่อย่างใด ดังนั้นการกำหนดราคาศุลกากรโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวเกรงว่าอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

๓ การดำเนินการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในหนี้ค่าภาษี

กรณีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร โดยกลุ่มผู้นำของเข้าพิจารณาว่าได้ชำระหนี้ค่าภาษีอากรไปถูกต้องครบถ้วนแล้วแต่กรมศุลกากรได้กำหนดราคาหรือประเมินราคาใหม่โดยกระทำการเสมือนเป็นกรณีของที่นำเข้ามีปัญหาเกี่ยวกับราคาศุลกากรและวางเงินประกันเพื่อขอปล่อยของออกไปก่อนซึ่งยังต้องมีการกำหนดราคาศุลกากรภายหลังการตรวจปล่อยแล้วซึ่ง ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เป็นใบขนสินค้าชำระอากรและได้ตรวจปล่อยไปเรียบร้อยแล้ว กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรว่ามีหนี้ค้างชำระหรือไม่ จึงไมใช่อุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนดราคาศุลกากรแต่อย่างใดและตามแบบแจ้งการประ เมินอากรไม่ปรากฏผลการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ศุลกากรแต่อย่างใดคงมีเฉพาะเหตุอันควรสงสัยที่ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดๆ

เมื่อพิจารณาอายุความการใช้สิทธิเรียกร้องของกรมศุลกากรกรณีผู้นำของเข้าเสียอากรไม่ครบถ้วนต้องเป็นไปตามมาตรา๒๑แห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ.๒๕๖๐ ที่บัญญัติว่า

“สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกเก็บอากรที่ไม่ได้เสียหรือเสียไม่ครบถ้วนมีอายุความสิบปีนับแต่วันที่ได้ยื่นใบขนสินค้า เว้นแต่การเรียกเก็บอากรที่ไม่ได้เสียหรือเสียไม่ครบถ้วนนั้นเกิดจากการคำนวณอากรผิด ให้มีอายุความสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นใบขนสินค้า

ดังนั้นหากจำเป็นต้องพิสูจน์ความถูกต้องว่าได้เสียภาษีถูกต้องเพื่อยุติ ข้อพิพาทดังกล่าวโดยกรมศุลกากรหรือผู้นำของเข้าอาจนำคดีขึ้นสู่การพิจารณา ของศาลภาษีอากรซึ่งเป็นไปตามมาตรา๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.๒๕๒๘ที่บัญญัติว่า

มาตรา๗  “ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งในเรื่องต่อไปนี้

(๑) คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัย........................

 

(๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร

 

(๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับ............................”

 

หรือหากจำเป็นต้องรอคดีขาดอายุความ เจ้าหน้าที่ศุลกากรที่รับผิดชอบอาจเลือกที่จะฟ้องคดีก่อนขาดอายุความเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางแพ่งที่อาจเกิดขึ้น สำหรับผู้นำของเข้ารายที่อยู่ระหว่างตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีอาญาในฐานความผิดหลีก เลี่ยงภาษีศุลกากร หากไม่พิสูจน์ตนเองทางศาลภาษีอากร คดีอาญาคงต้องยืดเยื้อต่อไป

 

: ชนิด ศุทธยาลัย