บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าทองคำของธนาคารแห่งประเทศไทย

ดัชนีบทความ
การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าทองคำของธนาคารแห่งประเทศไทย
หน้าที่ 2
ทุกหน้า

 


ความเห็นฉบับเต็ม

เรื่องเสร็จที่ ๑๓๙๐/๒๕๕๖

 

บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เรื่อง  การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าทองคำของธนาคารแห่งประเทศไทย 

                  

 

        ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีหนังสือ ที่ ธปท. ฝกด. (๐๒) ๘๘๘/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาสรุปความได้ว่า ด้วยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลับด่วนที่สุด ที่ นร ๐๕๐๓/๑๙๐๖ ลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๖ถึงธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งว่า รองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้กระทรวงการคลังถอนร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูล ค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (มาตรการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าหรือส่งออกทองคำของธนาคารแห่งประเทศไทย) ตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เห็นว่า การนำเข้าหรือส่งออกทองคำของ ธปท. เพื่อการดูแลรักษาและบริหารทุนสำรองทางการของประเทศเป็นกิจการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ธปท. ตามที่กฎหมายกำหนด จึงได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา ๙๑/๓ แห่งประมวลรัษฎากร และเมื่อการดำเนินกิจการดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะแล้วย่อมได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๗๗/๓ แห่งประมวลรัษฎากรด้วย สำนักงานฯ จึงเห็นว่า ร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ ธปท. สำหรับการนำเข้าหรือส่งออกทองคำของธนาคารแห่งประเทศไทยตามที่กระทรวงการคลังเสนอในครั้งนี้จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตราขึ้นแต่อย่างใด

                  

ต่อมาเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ธปท. ได้หารือร่วมกับกรมสรรพากรเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีการนำเข้าทองคำ โดยกรมสรรพากรยังคงมีความเห็นว่า หาก ธปท. นำเข้าทองคำจะต้องถูกเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๑๔ แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากเป็นการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรอันมิใช่กิจการของ ธปท. ที่อยู่ในข่ายจะได้รับการยกเว้น
ภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่ง ธปท. ไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีความเห็นตามที่ได้กล่าวข้างต้นแล้ว  ธปท. จึงขอหารือต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า กรณีที่ ธปท. นำเข้าทองคำเพื่อการดูแลรักษาและบริหารจัดการทุนสำรองทางการของประเทศซึ่งเป็นกิจการในอำนาจหน้าที่ของ ธปท. ตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย และกฎหมายว่าด้วยเงินตรา 
ธปท. จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรหรือไม่

โดยที่ปัญหากฎหมายดังกล่าวเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญ สมควรพิจารณา
ด้วยความรอบคอบ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงอาศัยอำนาจตามความในข้อ๑๒แห่งระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วยการประชุมของกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ.๒๕๒๒ จัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๒ คณะที่๓และคณะที่๑๒) 
เป็นกรณีพิเศษ

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ประชุมร่วมคณะที่ ๒ คณะที่ ๓ และคณะที่๑๒) ได้พิจารณาข้อหารือของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วเห็นว่า โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นธนาคารกลางที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช๒๔๘๕ เป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่นซึ่งมาตรา๗ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ ได้บัญญัติให้ ธปท. มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินภารกิจอันพึงเป็นงานของธนาคารกลางเพื่อดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเงิน และเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินและระบบการชำระเงิน และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติ

ดังกล่าว ได้บัญญัติให้ ธปท. มีอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ เพื่อบรรลุซึ่งวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗ โดยอำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง (๑) การบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราภายใต้ระบบการแลกเปลี่ยนเงินตรา รวมทั้งการบริหารจัดการสินทรัพย์ในทุนสำรองเงินตรา  ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยเงินตรา (๒) การปฏิบัติการตามที่กฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ ธปท. และ (๓) การกระทำการอย่างอื่นที่เกี่ยวกับหรือเกี่ยวเนื่องในการจัดการให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของ ธปท. เป็นต้น  นอกจากนี้ มาตรา ๓๘(๔) แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยฯยังบัญญัติให้ธปท.เป็นนายธนาคารของรัฐบาล โดยมีอำนาจหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลในการซื้อและขายโลหะทองคำและเงินประกอบกับพระราช บัญญัติเงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ ได้บัญญัติให้ ธปท. รักษาทุนสำรองเงินตราไว้กองหนึ่งเรียกว่า ทุนสำรองเงินตรา เพื่อดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพของเงินตราโดยทองคำถือเป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่งของทุนสำรองเงินตรา  การนำเข้าทองคำเพื่อการดูแลรักษาและบริหารจัดการทุนสำรองทางการของประเทศของ ธปท. ตามที่ขอหารือในครั้งนี้จึงเป็นกิจการอันพึงเป็นงานของธปท.ทั้งในฐานะที่เป็น ธนาคารกลางและหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาทุนสำรองเงินตราตามที่กฎหมายกำหนด


แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2016 เวลา 21:06 น.