บริการของเรา

· ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับพิธีการศุลกากรและสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร เช่น การลดอัตราอากรหรือยกเว้นอากรตามมาตรา๑๒หรือมาตรา๑๔แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ๒๕๓๐

· ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคดีผิดศุลกากร

· ให้คำปรึกษาและดำเนินการขอคืนภาษีศุลกากร

· ให้คำปรึกษาและดำเนินการขอใบอนุญาตตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

· ให้คำปรึกษาและดำเนินการขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑบนหรือเขตปลอดอากร

  

 


สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

คำพิพากษาฎีกากำหนดคำจำกัดความ คำว่า”ของต้องกำกัด”

ดัชนีบทความ
คำพิพากษาฎีกากำหนดคำจำกัดความ คำว่า”ของต้องกำกัด”
หน้าที่ 2
ทุกหน้า

 

คำพิพากษาฎีกากำหนดคำจำกัดความ

คำว่า”ของต้องกำกัด”

กฎหมายว่าด้วยศุลกากรมิได้ให้คำจำกัดความคำว่า “ของต้องกำกัด”แต่ประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากรฯที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓ แห่งพระราช บัญญัติ ศุลกากร พระพุทธศักราช ๒๔๖๙ ได้กำหนดคำว่า“ของต้องกำกัด” คือ ของที่จะนำเข้าหรือส่งออกได้ต้องได้รับอนุญาต/ใบรับรองหรือปฏิบัติได้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบให้มีการปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ ทั้งนี้ของใดเป็นของต้องกำกัดจะต้องมีใบอนุญาตหรือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆให้ถูกต้อง ก่อนนำเข้าสำเร็จหรือส่งออกสำเร็จ

ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรมิได้มีบทบัญญัติว่าของใดเป็นของต้องกำกัดบ้าง การกำหนดว่าของใดเป็นของต้องกำกัดจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องโดยมีเหตุผลต่างกันเพื่อป้องกันไม่ให้ของที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาหรือนำผ่านราช อาณาจักร เช่นเพื่อคุ้มครองเศรษฐกิจของประเทศ หรือเพื่อป้องกันโรคระ บาดในพืชหรือสัตว์ เป็นต้น สำหรับของตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าพ.ศ.๒๕๒๒โดยมีข้อกำหนดว่าต้องได้รับอนุญาตก่อนนำเข้าหรือส่งออกแล้วแต่กรณีหรือเป็นสิน ค้าที่มีมาตรการนำเข้าหรือส่งออก ถือว่าเป็นของต้องกำกัดเช่น เดียวกัน

ของต้องกำกัดเกี่ยวข้องกับการศุลกากรโดยที่พระราชบัญญัติศุลกากร พระพุทธ ศักราช๒๔๖๙ มาตรา ๔๐วรรคหนึ่งบัญญัติว่า “ก่อนที่จะนำของใดๆ ไปจากอารักขาของศุลกากร ผู้นำของเข้า ต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามพระ ราชบัญญัตินี้ และตามกฎ หมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการ ศุลกากร กับต้องยื่นใบขนสินค้าโดยถูกต้อง และเสียภาษีอากรจนครบถ้วนหรือวางเงินไว้ เป็นประกัน การขอวางเงินประกันให้เป็นไปตามระ เบียบที่อธิบดีกำหนด”และ มาตรา ๔๕ วรรคสองบัญญัติว่า  “ก่อนที่จะส่งของใดๆ ออกนอกราชอาณาจักร ผู้ส่งของออก ต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามพระราชบัญญัตินี้ และตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากรกับต้องยื่นใบขนสินค้าโดยถูกต้องและเสียภาษีอากรจนครบถ้วน หรือวางเงินไว้เป็นประกัน การขอวางเงินประกันให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด” การนำของเข้าหรือส่งของออกต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร จึงหมายความรวมถึงต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามกฎหมายเกี่ยวกับของต้องกำกัดนั้นด้วย

หากผู้นำของเข้าหรือผู้นำของออกไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับของต้องกำ กัดนั้นจะเป็นความผิดศุลกากรตามมาตรา ๒๗ ที่บัญญัติว่า ผู้ใดนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด .......เข้ามาในพระราชอาณาจักรไทยก็ดี หรือส่ง หรือพาของเช่นว่านี้ออกไปนอกพระราชอาณาจักรก็ดี.......หรือในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใดๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้า ส่งของออก...... หรือ หลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดี สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ และมาตรา ๒๗ ทวิ ที่บัญญัติว่าผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับ จำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้าม หรือข้อจำกัด มีความผิดต้องระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่า ราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

ปัจจุบันมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการนำของเข้าหรือส่งของออกมีวิธีการหลากหลายมากขึ้นเพื่อป้องกันการถูกกล่าวหาว่าใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีอากร เช่น การลงทะเบียนเป็นผู้นำเข้า-ผู้ส่งออก เป็นต้น หรือกำหนดมาตรการเพื่อความปลอดภัย เช่น สถานที่เก็บรักษาของนำเข้า-ของส่งออกต้องได้รับอนุมัติว่ามีความปลอดภัยต่อสุขภาพของประชาชน เป็นต้น หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค เช่น ต้องจดแจ้งป้ายสลากสินค้าต้องเป็นไปตามหลัก เกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด เป็นต้น การอาศัยคำจำกัดความตามประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากรฯอาจไม่เพียงพอในการพิจารณาว่าของที่มีมาตรการควบคุมแตกต่างจากที่กำหนดไว้เดิมว่าของมีมาตรการควบคุมใดที่เข้าข่ายเป็นของต้องจำกัดหรือเป็นการควบคุมตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นเป็นเงื่อนไขบังคับที่ต้องปฏิบัติก่อนการนำเข้า ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาในการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการพิจารณาของใดเป็นของต้องกำกัด จึงต้องคำพิพากษาฏีกาที่ให้คำจำกัดความคำว่า ของต้องกำกัด ดังนี้

คำพิพากษาฏีกาที่ ๕๑๑๘/๒๕๕๔

กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒0 (พ.ศ.๒๕๓๒) ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.๒๔๘๕ ข้อ ๕ ได้ยกเลิกข้อ ๑๑ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ.๒๔๙๗) เป็นผลให้ผู้เดินทางไปต่างประเทศสามารถนำเงินตราต่างประเทศออกนอกประเทศไทยได้โดยเสรี ไม่ถือเป็นการส่งหรือนำของต้องจำกัดออกไปนอกประเทศ อันจะเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลก เปลี่ยนเงิน พ.ศ.๒๔๘๕ มาตรา ๘ ทวิ ส่วนการซื้อเงินตราต่างประเทศและการไม่ขายเงินตราต่างประเทศให้แก่ผู้ได้รับอนุญาต แล้วนำเงินตราต่างประเทศออกไปนอกประเทศไทยนั้น เป็นปัญหาการฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.๒๔๘๕ ซึ่งมีความผิดและ ต้องรับโทษตามมาตรา ๘ ไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับการส่งหรือนำของต้องจำกัดออก  ไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งหมายถึงของที่มีกฎหมายกำหนดว่า การส่ง  หรือ นำของนั้นออกไปหรือเข้ามาในประเทศไทยจะต้องได้รับอนุญาตหรือปฏิบัติให้  ครบถ้วนตามที่กฎหมายนั้นกำหนดไว้ โดยผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิดเกี่ยวกับการลักลอบ  หนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันจะเป็นความผิดมูลฐานตามบทนิยาม ของ "ความผิดมูลฐาน" ในมาตรา ๓ วรรคหนึ่ง (๗) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบ  ปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ จึงต้องคืนเงินตราต่างประเทศดังกล่าวแก่เจ้าของ”

ดังนั้น หากกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อการควบคุมให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น และขั้นตอนการปฏิบัตินั้นมิได้เป็นเงื่อนไขเกี่ยวข้องกับการนำเข้าและ/หรือการส่งออก กรณีนี้ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายนั้นเท่านั้น แต่หากกำหนดเป็นเงื่อนไขเกี่ยวข้องกับการนำเข้าหรือการส่งออก กรณีนี้จึงต้องพิจารณาโดยอาศัยคำพิพากษาฏีกาดังกล่าวว่าขั้นตอนการปฏิบัตินั้นถือเป็นเงื่อนไขการอนุญาตให้นำเข้าหรือส่งออกหรือไม่ หากเข้าองค์ประ กอบเป็นของต้องกำ กัด ผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกย่อมมีความผิดตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พระพุทธ ศักราช๒๔๖๙ ฐานลักลอบนำเข้าหรือส่งออกของต้องกำกัดหรือ ฐานหลีก เลี่ยงนำเข้าหรือส่งออกของต้องกำกัดแล้วแต่กรณี