บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

อายุความร้องทุกข์

ดัชนีบทความ
อายุความร้องทุกข์
หน้าที่ 2
ทุกหน้า

 

อายุความร้องทุกข์

       ความจริงก็คืออายุความฟ้องคดีนั่นเอง หรือจะกล่าวว่าอายุความร้องทุกข์เป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นเงื่อนไขของอายุความฟ้องคดีความผิดอันยอมความได้

            ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๖ ภายใต้บังคับมาตรา ๙๕ ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด เป็นอันขาดอายุความ

            การที่มาตรา ๙๖ ให้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา ๙๕ ก็มีความหมายเป็นนัยว่าอายุความร้องทุกข์นั้นเป็นส่วนหนึ่งหรือเงื่อนไขของอายุความตามมาตรา ๙๕ กล่าวคือถ้าเป็นความผิดอันยอมความได้ หรือความผิดต่อส่วนตัว เช่น ข่มขืน กระทำชำเรา ฉ้อโกง ยักยอก บุกรุก เป็นต้น มาตรา ๙๖ บังคับให้ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นคดีขาดอายุความ

            ตามนี้จะเห็นได้ว่า อายุความร้องทุกข์สามเดือนดังกล่าวนี้ จะเริ่มนับไม่เหมือนอายุความทั่วไปตามมาตรา ๙๕ กล่าวคือ อายุความร้องทุกข์สามเดือนจะเริ่มนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ถ้าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิด แต่ยังไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้นอายุความก็ยังไม่เริ่มนับ ในขณะที่อายุความทั่วไปของความผิดอันยอมความได้นี้จะเริ่มนับแต่วันกระทำความผิด โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าผู้เสียหายในความผิดนั้นได้รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่

            เช่นมีผู้บุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยในที่ดินของนายหนึ่งโดยนายหนึ่งไม่รู้เพราะอยู่ต่างจังหวัด แต่มีพยานใกล้เคียงที่เกิดเหตุรู้เห็นว่าการบุกรุกเริ่มตั้งแต่วันสงกรานต์ที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๓๐ ความผิดฐานบุกรุกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี จึงมีอายุความทั่วไปตามมาตรา ๙๕ (๔) คือห้าปี นายหนึ่งกลับบ้านไปดูที่ดินแปลงนั้นเมื่อเมษายน ๒๕๓๖ จึงได้รู้ว่านายสองเข้าไปปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยในที่ดินของตนจากเพื่อนบ้านตอนนี้ถือว่านายหนึ่งผู้เสียหายได้รู้เรื่องความผิดฐานบุกรุกที่ดินของตนและรู้ตัวผู้บุกรุกแล้ว อายุความร้องทุกข์สามเดือน ตามมาตรา ๙๖ เริ่มนับแต่วันที่รู้นั้นสมมุติว่าเป็นวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๖ แต่เมื่อถึงวันนั้นอายุความทั่วไปห้าปีตามมาตรา ๙๕ (๔) ได้ขาดไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๓๕ โดยเริ่มนับแต่วันเกิดเหตุคือวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๓๐

            ผลก็คือ นายหนึ่งผู้เสียหายเพิ่งมารู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๖ ซึ่งเมื่อนับแต่วันเกิดเหตุบุกรุกในคดีนี้คือวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๓๐ ก็เกินห้าแล้วถึงแม้นายหนึ่งผู้เสียหายจะไปร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๖ ก็ไม่มีผลเป็นคำร้องทุกข์เพราะคดีขาดอายุความทั่วไปตามมาตรา ๙๕ (๔) ไปแล้ว

            แต่ถ้าสมมุติว่านายหนึ่งรู้เรื่องบุกรุกและตัวผู้บุกรุกเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๓๕ แล้วไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่เกิดเหตุในวันที่ ๑๑ เมษายน๒๕๓๕ ถือว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๒๑ และอัยการมีอำนาจฟ้องตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๐ แต่อัยการจะต้องยื่นฟ้องคดีนั้นก่อนวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๓๕ ซึ่งเป็นวันครบอายุความห้าปีนับแต่วันเกิดเหตุคือวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๓๐

            หรือถ้านายหนึ่งผู้เสียหายจะฟ้องคดีเอง ไม่ว่าโดยได้ร้องทุกข์ก่อนหรือไม่ก็ตาม ก็จะต้องฟ้องเสียก่อนวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๓๕ เพราะคดีจะขาดอายุความห้าปีในวันนั้น

       กล่าวคือนัยหนึ่งก็คือ อายุความทั่วไปตามมาตรา ๙๕ เริ่มเดินไปตั้งแต่วันเกิดเหตุกระทำความผิด แต่อายุความร้องทุกข์สามเดือนตามมาตรา ๙๖ จะเริ่มนับแต่วันผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ซึ่งอาจเป็นวันเดียวกับวันเกิดเหตุกระทำความผิดหรือวันอื่นหลังจากวันกระทำความผิดก็ได้ แต่ถ้าผู้เสียหายเพิ่งรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อเลยกำหนดอายุความทั่วไปตามมาตรา ๙๕ แล้ว ก็ย่อมหมดสิทธิร้องทุกข์ไปในตัว เพราะอายุความทั่วไปขาดไปแล้ว

            ฎีกาที่ ๗๗๓/๒๕๐๓,๑๐๑๑/๒๕๓๒ คดีความผิดต่อส่วนตัว ถ้าร้องทุกข์ภายใน ๓ เดือนแล้วแม้จะนำคดีมาฟ้องภายหลัง ๓ เดือน แต่ยังไม่พ้นอายุความตามมาตรา ๙๕ คดีหาขาดอายุความไม่

            ฎีกาที่ ๗๗๑/๒๕๐๗ โจทก์ร้องทุกข์ความผิดยอมความได้ภายในกำหนด ๓ เดือนแล้ว แม้จะฟ้องเกินสามเดือน ก็ไม่ขาดอายุความ

            ฎีกาที่ ๒๒๑๒/๒๕๑๕ กำหนดเวลาที่ให้ผู้เสียหายในความผิดอันยอมความได้ร้องทุกข์ภายใน ๓ เดือน มิฉะนั้นเป็นอันขาดอายุความ เป็นบทบัญญัติสำหรับกรณีที่ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแต่ถ้าผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์เสียก่อนจะใช้สิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลด้วยตนเองก็ย่อมทำได้ภายในกำหนดระยะเวลาเดียวกัน คือสามเดือนนั่นเอง

            ฎีกาที่ ๓๙๗๘/๒๕๓๐ ถ้าผู้เสียหายฟ้องคดีเอง เมื่อพ้นกำหนด ๓ เดือน นับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดแล้วคดีเป็นอันขาดอายุความ

            สรุปก็คือเมื่อผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ในสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว จะให้อัยการฟ้องคดีนั้นให้ก็ได้ หรือจะฟ้องเองหลังสามเดือนดังกล่าวก็ได้ แต่ทั้งอัยการและผู้เสียหายจะต้องฟ้องคดีนั้นก่อนครบกำหนดอายุความตามมาตรา ๙๕ (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕)

            ฎีกาที่ ๑๙๘๐/๒๕๓๑ แม้โจทก์จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยภายในกำหนดอายุความสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๖ และฟ้องจำเลยภายในกำหนดอายุความ ๕ ปีตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา ๙๕ แล้วก็ตาม เมื่อในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไม่ได้ตัวจำเลยมาศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามมาตรา ๙๕ วรรคแรก

            คือโจทก์ได้ร้องทุกข์ตามมาตรา ๙๖ แล้วและคงฟ้องจำเลยเมื่อใกล้จะครบกำหนดอายุความอย่างยาวตามมาตรา ๙๕ กรณีนี้ถ้าผู้เสียหายเป็นโจทก์เอง ก็ไม่ต้องส่งตัวจำเลยพร้องฟ้องและศาลไต่สวนมูลฟ้องลับหลังจำเลยได้ แต่ตามที่กำหนดไว้ในป.วิ.อ.มาตรา ๑๖๕ วรรคสามจำเลยต้องมีตัวอยู่ในขณะที่ศาลรับฟ้อง เพราะกฎหมายกำหนดให้ศาลส่งสำเนาฟ้องให้จำเลยและศาลต้องแจ้งวันนัดไต่สวนมูลฟ้องให้จำเลยทราบซึ่งแสดงว่าจำเลยต้องมีตัวตนอยู่ในขณะศาลไต่สวนมูลฟ้องด้วยแล้ว

            ตามฎีกานี้จะเห็นได้ว่า ถ้าโจทก์ฟ้องภายในกำหนดอายุความตามมาตรา ๙๕ แล้วแต่ยังไม่ได้ตัวจำเลยมาศาล แม้จะเป็นกรณีที่ต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนก็ตาม อายุความตามมาตรา ๙๕ ยังเดินไปเรื่อยๆ จะหยุดเดินก็ต่อเมื่อโจทก์ฟ้องและได้ตัวจำเลยมาศาลแล้ว ดังนั้น เมื่อมีแต่ฟ้องโจทก์อย่างเดียว แต่ตัวจำเลยยังไม่ได้นำมาส่งศาล แม้จำเลยจะมีตัวตนอยู่หรืออยู่ในเขตอำนาจศาลนั้นก็ตามอายุความตามมาตรา ๙๕ จะเดินไปจนขาดตามกำหนดใน (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) ของมาตรานั้น

            มีการฟ้องคดีอีกอย่างหนึ่ง ตามปกติจะเป็นคดีที่อัยการเป็นโจทก์ คือ ขณะที่อัยการโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลนั้น จำเลยถูกคุมขังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลนั้นแล้ว การฟ้องเช่นนี้โจทก์จะต้องระบุไปในฟ้องว่าขณะฟ้องคดีใหม่นี้จำเลยอยู่ในอำนาจศาลนั้นตามคดีหมายเลขดำหรือหมายเลยแดงอะไรและขอให้ศาลเบิกตัวจำเลยมาพิจารณาต่อไป ศาลก็สั่งรับประทับฟ้องของอัยการโจทก์และให้หมายเบิกตัวจำเลยมาพิจารณาต่อไป การฟ้องในกรณีนี้จึงไม่ต้องส่งตัวจำเลยพร้อมฟ้อง และอายุความตามป.อ.มาตรา ๙๕ จะหยุดเดินเมื่อศาลรับฟ้องของอัยการโจทก์โดยถือว่าจำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้ว

            ฎีกาที่ ๘๒๒/๒๕๓๕ ผู้เสียหายทราบถึงการกระทำความผิดฐานยักยอกของจำเลยตั้งแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๓๐ ส่วนที่ผู้เสียหายผ่อนผันให้จำเลยนำเงินที่ขาดมาส่งมอบให้ผู้เสียหายภายใน ๓๐ วันนับจากวันดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายผ่อนผันให้โอกาสจำเลยนำเงินมาคืนผู้เสียหายเพื่อผู้เสียหายจะไม่ดำเนินคดีแก่จำเลย ไม่มีผลจะทำให้ถือว่าผู้เสียหายทราบถึงการกระทำผิดของจำเลยเมื่อพ้น ๓๐ วัน นับจากวันที่ผู้เสียหายผ่อนผันให้จำเลยนำเงินมาคืน เมื่อผู้เสียหายไปร้องทุกข์ ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อพ้นกำหนด ๓ เดือนนับแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๓๐ ซึ่งเป็นวันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงขาดอายุความ

            ฎีกาที่ ๒๐๔๐/๒๕๓๕ หลังจากจำเลยนำเช็ดไปแลกเงินสดจากโจทก์แล้ว จำเลยไม่ไปขายของและไม่นำดอกเบี้ยไปจ่ายให้โจทก์ โจทก์เข้าใจว่าจำเลยหลบหนีและฉ้อโกง โจทก์จึงนำเช็คไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน แสดงว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดมาตั้งแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว ความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์มิได้ร้องทุกข์ แต่มาฟังคดีเกิน ๓ เดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด จึงขาดอายุความ