บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

อายุความฟ้องคดี

ดัชนีบทความ
อายุความฟ้องคดี
หน้าที่ 2
ทุกหน้า

 

อายุความฟ้องคดี

            ตามประมวลกฎหมายอาญาแบ่งอายุความออกเป็นสองชั้น คืออายุความทั่วไป กับอายุความในความผิดอันยอมความได้ หรือความผิดต่อส่วนตัว โดยอายุความในความผิดอันยอมความได้นี้ มีเงื่อนไขพิเศษให้มีการร้องทุกข์ก่อน เมื่อได้ร้องทุกข์แล้ว อายุความก็จะเดินไปตามกำหนดของอายุความทั่วไป แต่ถ้ามิได้ร้องทุกข์ภายในกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดถือเป็นอันขาดอายุความและไม่ต้องใช้อายุความทั่วไปในกรณีนี้อีก

            อายุความทั่วไปกำหนดไว้ในมาตรา ๙๕ และอายุความในความผิดต่อส่วนตัวกำหนดไว้ในมาตรา ๙๖

            มาตรา ๙๕ ในคดีอาญาถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ

            (๑)        ยี่สิบปี    สำหรับความผิดต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกยี่สิบปี

            (๒)       สิบห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าเจ็ดปีแต่ยังไม่ถึงยี่สิบปี

            (๓)       สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี

            (๔)       ห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนลงมาหรือต้องระวางโทษอย่างอื่น

            ถ้าได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลแล้ว ผู้กระทำความผิดหลบหนีหรือวิกลจริตและศาลสั่งงดการพิจารณาไว้จนเกินกำหนดดังกล่าวแล้วนับแต่วันที่หลบหนีหรือวันที่ศาลสั่งงดการพิจารณาก็ให้ถือว่าเป็นอันขาดอายุความเช่นเดียวกัน

            ฎีกาที่ ๕๔๙๙/๒๕๓๔ อายุความฟ้องคดีอาญาตาม ปอ.มาตรา ๙๕ ต้องถือตามอัตราโทษของความผิดที่ศาลพิจารณาได้ความ ไม่ใช่พิจารณาจากข้อหาหรือฐานความผิดที่โจทก์ฟ้อง ประชุมใหญ่

            นี่เป็นข้อเตือนใจว่าการแจ้งหรือระบุข้อหาในคดีอาญา ต้องพิจารณาให้รอบคอบ หากพลาดไปจะมีปัญหาเกี่ยวกับอายุความได้

            อย่างไรก็ดี หากแจ้งข้อหาหรือระบุในฟ้องว่าเป็นความผิดมีโทษหนักแต่ศาลวินิจฉัยว่าเป็นความผิดอื่นซึ่งมีโทษเบากว่าและคดีขาดอายุความแล้วก็ช่วยไม่ได้

            ตามมาตรา ๙๕ นี้ยังแบ่งซอยออกไปอีกสองจังหวะ คือตามวรรคแรกเป็นอายุความฟ้องคดีนับแต่วันกระทำความผิดหรือวันเกิดเหตุแห่งคดีนั่นเองคือเหตุเกิดวันใด อายุความจะเริ่มนับแต่วันนั้นเป็นต้นไปจบครบกำหนดตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) ถ้ายังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาฟ้องศาล ก็ถือว่าเป็นอันขาดอายุความฟ้องคดีนั้น

            ส่วนตามวรรคสอง เป็นอายุความชั้นสองก็พอจะเรียกได้ เพราะเป็นกรณีที่จับตัวผู้ตัวผู้กระทำความผิดมาฟ้องศาลได้แล้ว ภายในกำหนดอายุความตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) แต่ระหว่างพิจารณาคดีของศาลผู้ถูกฟ้องหรือจำเลยหลบหนีไป หรือเกิดอาการวิกลจริตขึ้นจนศาลต้องสั่งงดการพิจารณาไว้ก่อน กฎหมายให้เริ่มนับอายุความตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) ใหม่ โดยให้นับแต่วันที่หลบหนี หรือวันที่ศาลสั่งงดพิจารณาเพราะจำเลยวิกลจริตถ้าครบกำหนดตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) นั้นแล้ว ก็ถือเป็นอันขาดอายุความเช่นเดียวกัน

            กรณีผู้กระทำผิดหลบหนีตามมาตรา ๙๕ วรรค ๒ นี้ ก็คือการที่จำเลยซึ่งถูกฟ้องศาลและคดีอยู่ระหว่างพิจารณานั้นเอง ซึ่งในกรณีนี้ศาลย่อมทำการพิจารณาสิบพยานต่อไปไม่ได้ เพราะการพิจารณาสืบพยานคดีอาญาศาลต้องกระทำโดยเปิดต่อหน้าจำเลยตามป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ ดังนั้นศาลจะสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวและออกหมายจับจำเลย หมายจับดังกล่าวออกตามอำนาจในป.วิ.อ.มาตรา ๖๖ (๓) และหมายจับนั้นคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ แต่ถ้ายังจับไม่ได้จนขาดอายุความตาม ป.อ.มาตรา ๙๕ (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) นับแต่วันหลบหนี ก็ถือว่าหมายจับนั้นสิ้นผลตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖๘

            ส่วนกรณีที่ผู้กระทำผิดหรือจำเลยวิกลจริตนั้น เป็นกรณีตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๔ ซึ่งกำหนดไว้ว่าในระหว่าง ฯลฯ พิจารณาถ้ามีเหตุอันควรเชื่อว่า ฯลฯ จำเลยเป็นผู้วิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ให้ศาล ฯลฯ สั่งพนักงานแพทย์ตรวจผู้นั้นเสร็จแล้วให้เรียกพนักงานแพทย์ผู้นั้นมาให้ถ้อยคำหรือให้การว่าตรวจได้ผลประการใด

            ในกรณีที่ศาลเห็นว่าจำเลยเป็นผู้วิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ให้งดการพิจารณาไว้จนกว่าผู้นั้นหายวิกลจริตหรือสามารถจะสู้คดีได้

            ถ้านับแต่วันที่ศาลสั่งงดการพิจารณาศาลยังมิอาจดำเนินการพิจารณาคดีได้ เพราะจำเลยยังไม่หายวิกลจริตหรือไม่สามารถต่อสู้คดีได้ จนครบกำหนดตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) แห่งมาตรา ๙๕ ดังกล่าว จึงถือว่าคดีขาดอายุความตามมาตรา ๙๕ วรรคสอง

            ถ้าเป็นกรณีที่ศาลพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้ว นัดฟังคำพิพากษาในวันต่อไป ซึ่งอาจเป็นสามวันหรือเจ็ดวันหรือกว่านั้น นับแต่วันเสร็จการพิจารณาก็ได้ และระหว่างรอฟังคำพิพากษาจำเลยได้หลบหนีไป หรือเกิดอาการวิกลจริตขึ้น สำหรับกรณีวิกลจริต ถ้าจำเลยมาฟังคำพิพากษาตามกำหนดนัด โดยมีอาการวิกลจริตปรากกฎชัด หรือศาลสงสัยและส่งตัวไปให้แพทย์ตรวจอาการ ซึ่งแพทย์ตรวจแล้วยืนยันว่าจำเลยวิกลจริต เช่นนี้เข้าใจว่าศาลคงอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังไม่ได้ เพราะจำเลยคงไม่รับรู้และเข้าใจคำพิพากษาที่ศาลอ่าน ศาลคงอนุโลมปฏิบัติตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๔ ดังกล่าวข้างต้น โดยสั่งให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาไปจนกว่าจำเลยจะหายวิกลจริต ซึ่งกรณีนี้ถ้าศาลเลื่อนการอ่านคำพิพากษาไปจนครบกำหนดตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) แห่งมาตรา ๙๕ ดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลสั่งเลื่อนการอ่านคำพิพากษาไป ก็คงขาดอายุความเช่นกัน

            กรณีนี้คงไม่ปรากฏมี กล่าวคือถ้าเป็นคำพิพากษาให้ยกฟ้อง ศาลก็คงอ่านไปได้เลยเพื่อคดีเสร็จไป แต่ถ้าเป็นคำพิพากษาลงโทษจำเลย ศาลคงอ่านไม่ได้ เพราะจำเลยวิกลจริตคงไม่รับรู้และเข้าใจว่าศาลส่งตัวไปลงโทษจำคุกในเรือนจำเพราะเหตุใด