บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

ปัญหาการใช้สิทธิเขตการค้าเสรี

 

ปัญหาการใช้สิทธิเขตการค้าเสรี

ประกาศกระทรวงการคลังกำหนดให้สิทธิพิเศษทางอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรี ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ. ศ ๒๕๓๐

มาตรา ๑๔  “เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ คลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศยกเว้น ลดหรือเพิ่มอา กรจากอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร หรือประกาศเรียกเก็บอากรตามอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร สำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศที่ร่วมลงนามหรือลักษณะตามที่ระบุไว้ในสัญญาหรือความตกลงดังกล่าว ทั้งนี้ จะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้” 

“การประกาศการยกเลิกหรือการเปลี่ยนแปลงประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้ประ กาศ ในราชกิจจานุเบกษา” 

เพื่อการได้รับสิทธิพิเศษตามประกาศกระทรวงการคลัง กรมศุลกากรจะออกประกาศกรมศุลกากร กำหนดหลักเกณฑ์และพิธีการเกี่ยวกับการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรตามประกาศกระทรวงการคลังสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากเขตการค้าเสรีนั้น โดยประกาศกรมศุลกากรดังกล่าวจะประกอบด้วยตัวประกาศ ภาคผนวกและเอกสารแนบที่มีเนื้อหาตามความตกลงเขตการค้าเสรีนั้น 

สำหรับการยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเพื่อขอใช้สิทธิพิเศษตามประกาศกระทรวง การคลัง มักพบบ่อยครั้งว่ารายการในหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดที่ออกโดยประเทศคู่สัญญาตามความตกลงเขตการค้าเสรีนั้น มีข้อความไม่ถูกต้องครบถ้วนตามประ กาศกรมศุลกากรที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดปัญหาการโต้แย้งสิทธิระหว่างเจ้า หน้าที่กับผู้ นำของเข้าว่าของตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับนั้นจะเสียสิทธิพิเศษตามประ กาศกระทรวงการคลังหรือไม่ กรณีนี้คณะกรรมการ ก.พ.พ และคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยมีความเห็นดังนี้ 

๑ รายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาปัญหากฎหมายและพิธีการศุลกากร (ก พ พ.) ครั้งที่๑/๒๕๕๒เรื่องที่ ๒การขอสงวนสิทธิลดอัตรา อากรตามประกาศกระทรวง การคลัง ภายหลังการตรวจปล่อยของไปจากอารักขาของศุลกากรแล้วและการขอคืนอากรตามมาตรา ๑0 วรรคห้าแห่งพระราช บัญญัติ ศุลกากร พ.ศ.2469

         ๑.๑ คณะกรรมการฯเสียงข้างมากมีความเห็นว่า ”เมื่อมีประกาศกระทรวง การคลังซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายลดอัตราอากรแล้ว ของที่นำเข้าตามบัญชีท้ายประกาศ ถ้ามีคุณ สมบัติตามประกาศฯ ย่อมมีสิทธิได้รับการลดอากรโดยตัวของของนั้นเอง โดยผู้นำเข้าไม่ต้องร้องขอใช้สิทธิ นอกจากนั้นคณะกรรม การกฤษฏีกาได้มีคำวินิจฉัยตามเรื่องเลขเสร็จ ๖๙๕/๒๕๔๑ ว่าคณะ รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศยกเว้น ลดหรือเพิ่มอัตราอากรที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร แม้นประ กาศกระทรวง การคลังดังกล่าวกำหนดให้อธิบดีกรมศุลกากรมีอำนาจที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อน ไขให้ผู้นำเข้าต้องปฏิบัติตาม อธิบดีจะกำหนดหลัก เกณฑ์เงื่อนไขใดๆเกี่ยวกับการยก เว้น ลดหรือเพิ่มอัตราอากรโดยที่คณะรัฐมนตรียังไม่ให้ความเห็นชอบไม่ได้ เว้นแต่ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นเพียงกำหนดพิธีการสำหรับยื่นเอกสาร ดังนั้นถ้าอธิบดีกรมศุล กากรจะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้ผู้นำเข้าต้องปฏิบัติตาม ถ้าจะตัดสิทธิผู้นำ เข้าที่ไม่ปฏิบัติตามก็ต้องเสนอให้คณะรัฐมน ตรีเห็นชอบหลักเกณฑ์และข้อกำหนดนั้นเสียก่อน

ดังนั้นสินค้ารายที่เป็นปัญหานี้มีคุณสมบัติครบ ถ้วนที่จะได้รับลดอัตราอา กรซึ่งกรมศุลกากรมีสิทธิได้รับชำระค่าอากรในอัตราที่ได้ยกเว้นหรือลดตามประกาศกระทรวงการคลัง แม้นผู้นำเข้าจะไม่ได้ปฏิบัติตามประกาศกรมศุลกากรที่ ๑๑๗/๒๕๔๙ ก็ไม่ทำให้ของที่นำเข้าหมดสิทธิได้รับการลดอัตราอากร จึงเป็นเพียงการปฏิบัติพิธีการไม่ครบถ้วน คณะกรรม การฯเสียงข้างมากจึงมีความเห็นว่าผู้นำเข้ามีสิทธิได้รับการยกเว้นอากรตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว เมื่อได้ชำระอากรและได้สงวนสิทธิ์คืนอากรไว้ ก็ต้องคืนอากรให้ผู้นำเข้า กรณีเป็นเพียงการปฏิบัติพิธีการไม่ถูกต้องเท่านั้น”

         ๑.๒ คำสั่งอธิบดีกรมศุลกากร

         เห็นชอบตามมติคณะกรรมการฯ

๒ ตามบันทึกของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่0๕๙๑/๒๕๕๓ เรื่องการขอคืนอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริง

         คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๓) เห็นว่า เมื่อมีการนำของเข้าความรับผิดในอันที่จะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าจะเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จตามความในมาตรา ๑๐ ทวิแห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ ซึ่งแก้ ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๔๓ และผู้นำของเข้าต้องเสียอากรของของที่นำเข้าตามที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐  อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐(ฉบับที่๑) พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศยกเว้น ลดหรือเพิ่มอากรจากอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกา กรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศที่ร่วมลงนามหรือลักษณะตามที่ระบุไว้ในสัญญาหรือความตกลงระหว่างประ เทศได้เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามสัญ ญา หรือความตกลงระหว่างประเทศที่เป็นประ โยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศโดยจะกำหนดหลัก เกณฑ์และเงื่อนไขใดๆไว้ด้วยก็ได้ ซึ่งได้มีประกาศกระทรวง การคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและการลดอัตราอากรศุลกากร (อ ค ล ๙) เพื่อยก เว้นอากรและลดอัตราอากรสำหรับของในภาค๒แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุล กากรฯเพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก(WTO) โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการได้รับยกเว้นอากรและการลดอัตราอากรว่าของที่จะได้รับการยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากรต้องเป็นของที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศภาคีของความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) และผู้นำของเข้าต้องปฏิบัติตามระเบียบพิธีการที่กรมศุลกากรกำหนด  

ดังนั้น เมื่อของที่นำเข้าเป็นของที่จะได้รับการยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากร เพราะเป็นของที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศภาคีของความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์ การการค้าโลก (WTO) แล้วผู้นำของเข้าย่อมได้สิทธิตามประกาศกระทรวงการ คลัง เรื่องการยกเว้นอากรและการลดอัตราอากรศุลกากร (อคล. ๙) แล้ว ส่วนการใช้สิทธิดัง กล่าวหากไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบพิธีการที่กรมศุลกากรกำหนดให้ถูก ต้องก็เป็นเรื่องที่ผู้นำของเข้าต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯอีกส่วนหนึ่งและหากเป็นเรื่องการปฏิบัติตามระเบียบพิธีการที่มีข้อผิดพลาดเล็กน้อย ผู้นำของเข้าก็สามารถทำการแก้ไขให้ถูกต้องตามระเบียบพิธีการที่กรมศุลกากรกำหนดได้ต่อไปโดยมิได้ทำให้สิทธิที่จะได้รับการยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากรของผู้นำของเข้าหมดสิ้นไปแต่อย่างใด........... 

: ชนิด ศุทธยาลัย