บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

หลักการใช้ การตีความและการอุดช่องว่างของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ดัชนีบทความ
หลักการใช้ การตีความและการอุดช่องว่างของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
หน้าที่ 2
หน้าที่ 3
ทุกหน้า

 

หลักการใช้ การตีความและการอุดช่องว่างของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 บัญญัติว่า “กฎหมายนั้น ต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษรหรือตามความมุ่งหมาย ของบทบัญญัตินั้น ๆ
เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตาม จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัย คดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งและถ้าบทกฎ หมาย เช่นนั้นก็ไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป

          

เนื้อหาของมาตรานี้จะกล่าวถึงเรื่องใหญ่ๆ 3 เรื่องก็คือ

          1.การตีความกฎหมาย

          2.การใช้กฎหมายปรับเข้ากับข้อเท็จจริง

          3.การอุดช่องว่างของกฎหมาย

การตีความกฎหมาย

          การตีความกฎหมาย คือ การค้นหาความหมายหรืออธิบายความหมายของกฎหมายที่มีถ้อยคำที่คลุมเครือไม่ชัดเจนหรืออาจมีความหมายได้หลายทาง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการตีความกฎหมายจะนำมาใช้ก็ต่อเมื่อเกิดความสงสัยเกี่ยวกับความหมายของบทบัญญัติหรือถ้อยคำในบทบัญญัตินั้นๆ เพื่อจะได้นำกฎหมายไปปรับใช้ได้อย่างถูกต้องและเกิดความเป็นธรรมที่สุด แต่ถ้ากฎหมายนั้นมีความหมายที่ชัดเจนอยู่แล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตีความแต่อย่างใด

          การตีความกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

          1.ต้องเป็นกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายนั้นมีความหมายไม่ชัดเจนหรืออาจตีความได้หลายทาง เพราะบทบัญญัติใดที่มีความชัดเจนอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตีความแต่อย่างใด

          2.การตีความกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น โดยทฤษฎีแล้วเราจะต้องตีความตามตัวอักษรและตามเจตนารมณ์ของกฎหมายไปพร้อมๆกัน

          การตีความตามตัวอักษร ก็คือการถอดความหมายของถ้อยคำหรือคำศัพท์ต่างๆในบทบัญญัติออกมาเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น โดยอาศัยความหมายตามที่คนทั่วไปเข้าใจกัน เช่น บิดามารดา ก็หมายถึง พ่อแม่ หรืออาจอาศัยพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ได้ แต่ในส่วนของคำศัพท์ที่เป็นศัพท์ทางกฎหมายหรือศัพท์ทางวิชาการอื่นๆ ก็ต้องอาศัยความรู้เฉพาะทางนั้นๆในการช่วยถอดความหมาย เช่น คำว่าหนี้ ชาวบ้านทั่วๆไปก็จะเข้าใจว่าเป็นหนี้เงิน แต่หนี้ในทางกฎหมายนั้นหมายถึง สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้จะเรียกให้ลูกหนี้กระทำการ งดเว้นกระทำการ หรือส่งมอบทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ ฯลฯ

          การตีความตามเจตนารมณ์ เจตนารมณ์ของกฎหมายก็คือ เหตุผลหรือความมุ่งหมายที่ต้องบัญญัติหรือสร้างกฎหมายนั้นๆขึ้นมา เนื่องจากกฎหมายเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ดังนั้นกฎหมายในแต่ละฉบับแต่ละมาตราย่อมมีความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ที่บัญญัติกฎหมายนั้นแฝงไว้เสมอ จะไม่มีกฎหมายฉบับหรือมาตราใดที่บัญญัติหรือถูกสร้างขึ้นลอยๆโดยไม่มีเหตุผลหรือความมุ่งหมายในการบัญญัติ เราอาจทราบเจตนารมณ์ของกฎหมายได้โดยพิจารณาถึงที่มาของบทบัญญัตินั้นๆ หรือสถานการณ์ในขณะที่บัญญัติกฎหมายนั้นๆ ฯลฯ

          ทำไมเราถึงต้องตีความตัวอักษรและเจตนารมณ์ไปพร้อมๆกัน ก็เพราะภาษาหรือตัวอักษรที่มนุษย์คิดขึ้นนั้นลักษณะตายตัวไม่อาจแสดงความหมายที่ชัดเจนออกมาได้เสมอไป เราจึงต้องพิจารณาถึงความมุ่งหมาย หรือเจตนารมณ์ไปควบคู่พร้อมๆกันไปด้วยเพื่อให้ได้ความหมายที่ชัดเจนและถูกต้องที่สุด ตัวอย่างเช่น คำพูดประชดที่ผู้พูดพูดออกมาซึ่งโดยแท้จริงแล้วผู้พูดไม่ได้สื่อความหมายตามที่พูด แต่ถ้าเราพิจารณาแต่ถ้อยคำพูดที่ออกมาแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่พิจารณาถึงความมุ่งหมายของผู้พูด ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

          แต่อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติแล้วเรามักจะตีความโดยตีความห์ตัวอักษรก่อน ถ้ายังไม่ได้ความหมายที่ชัดเจนเราถึงจะไปตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะโดยส่วนใหญ่นั้นลำพังแต่เพียงการตีความตามตัวอักษรก็พอจะทำให้ได้ความหมายที่ชัดเจนถูกต้องได้อยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้วนั่นเอง

          ตัวอย่างเช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 “สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย...” คำว่าอยู่รอดเป็นทารกนี้มีลักษณะเป็นอย่างไร เด็กพ้นจากช่องคลอดแล้วถือว่าอยู่รอดเป็นทารกหรือยัง หรือแค่หัวเด็กพ้นจากช่องคลอดมาแล้วเช่นนี้ก็ถือว่าอยู่รอดเป็นทารกแล้ว ฯลฯ การอยู่รอดเป็นทารกอาจถือได้ว่าเป็นศัพท์ทางวิชาการ ดังนั้นการจะตีความในเรื่องนี้ก็อาจต้องใช้หลักการแพทย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่โดยสรุปแล้วการอยู่รอดเป็นทารกในทางกฎหมายก็คือ การที่เด็กพ้นจากช่องคลอดทั้งตัวแล้วและมีการหายใจรวมทั้งมีการเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจ สภาพบุคคลจะเริ่มขึ้นนับแต่นั้นและก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งเราจะศึกษากันโดยละเอียดในภายหลังอีกครั้ง

การใช้กฎหมายปรับเข้ากับข้อเท็จจริง

          ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 บํญญติว่า “กฎหมายนั้น ต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบท บัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษรหรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ…”

          การใช้กฎหมายก็เช่นเดียวกับการตีความกฎหมาย คือต้องใช้กฎหมายโดยพิจารณาตามตัวอักษรและเจตนารมณ์ควบคู่กันไป การใช้กฎหมายอาจใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการตีความก่อนก็ได้หากกฎหมายนั้นบัญญัติไว้อย่างชัดเจนแล้ว แต่ในกรณีที่กฎหมายนั้นมีลักษณะกำกวมไม่ชัดเจน ก่อนที่จะมีการใช้กฎหมายก็ต้องมีการตีความกฎหมายเสียก่อน เพื่อค้นหาความหมายที่ถูกต้องและนำกฎหมายไปใช้ปรับกับข้อเท็จจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          การใช้กฎหมายปรับเข้ากับข้อเท็จจริง ก็คือการนำตัวบทกฎหมายนั้นมาปรับใช้หรือปรับเข้ากับคดีหรือข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆ ให้ได้ผลสรุปเกี่ยวกับข้อเท็จจริงหรือคดีนั้นว่าเป็นเช่นไร ซึ่งมีหลักเกณฑ์ดังนี้คือ

          1.เบื้องต้นต้องพิจารณาก่อนว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เพราะคดีหรือข้อเท็จจริงแต่ละเรื่องนั้นตัวบทกฎหมายที่จะนำมาใช้ก็แตกต่างกัน หากเราไม่ทราบว่าคดีหรือข้อเท็จจริงนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็จะไม่สามารถนำตัวบทกฎหมายมาปรับใช้ได้ถูกต้องและเป็นธรรม

          2.หลักเกณฑ์ของตัวบทกฎหมายในเรื่องนั้นๆเป็นอย่างไร เมื่อเราทราบแล้วว่าคดีหรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ต่อมาเราก็ไปพิจารณาตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆว่าบัญญัติไว้อย่างไรหรือมีหลักเกณฑ์อยย่างไรบ้าง

          3.การนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไปปรับเข้ากับตัวบทกฎหมาย ก็คือการพิจารณาว่าคดีหรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตรงตามหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไว้ไม่

          4.ผลลัพธ์หรือคำตอบที่ได้เป็นอย่างไร ก็คือเมื่อนำข้อเท็จจริงมาปรับเข้ากับตัวบทกฎหมายแล้ว ถ้าปรับเข้ากันได้จะมีผลเป็นอย่างไร ถ้าปรับเข้ากันไม่ได้จะมีผลเป็นอย่างไร