บริการของเรา

*  ให้คำปรึกษา  กฎหมายและพิธีการศุลกากร

                   กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                   ตรวจสอบการได้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร

                   คดีผิดศุลกากร

* การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การนำเข้า-การส่งออก 



สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

หลักการใช้ การตีความและการอุดช่องว่างของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ - หน้าที่ 2

ดัชนีบทความ
หลักการใช้ การตีความและการอุดช่องว่างของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
หน้าที่ 2
หน้าที่ 3
ทุกหน้า
ตัวอย่างการใช้กฎหมายปรับเข้ากับข้อท็จจริง

          ตัวอย่างที่ 1 ก ต้องการซื้อแหวนเพชร จึงเข้าไปในร้านขายแหวนเพชรและขอซื้อแหวนเพชรวงหนึ่งจากเจ้าของร้าน ซึ่งเจ้าของร้านก็ตกลงขายให้ เช่นนี้ ก ถือเป็นเจ้าของแหวนเพชรนั้นหรือยัง ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่าเพียงแต่ทำสัญญากันเฉยๆแต่ยังไม่ได้มีการชำระราคาค่าแหวนนั้นเลย

          -ก่อนอื่นเลยเราต้องพิจารณาก่อนว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร จะเห็นได้ว่าข้อเท็จจริงที่สำคัญคือมีการซื้อขายเข้ามาเกี่ยวข้อง เบื้องต้นเราก็อาจพิจารณาไว้ก่อนว่าน่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัญญาซื้อขาย ปัญหาก็คือเราต้องการทราบว่าแหวนวงนั้นตกเป็นของ ก หรือยัง เพราะยังไม่มีการชำระราคากัน ดังนั้นเราก็ต้องไปดูว่ากฎหมายกำหนดเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์อันเนื่องมาจากสัญญาซื้อขายไว้อย่างไรบ้าง

          -ขั้นต่อไปเราก็ลองมาดูว่ากฎหมายซื้อขายนั้นกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ไว้อย่างไรบ้าง ซึ่งก็ต้องมีความรู้เกี่ยวกับตัวบทกฎหมายด้วยระดับหนึ่ง ในส่วนของตัวบทกฎหมายเราจะศึกษากันโดยละเอียดอีกครั้ง แต่ตอนนี้เรามาทำความเข้าใจคร่าวๆกัน เมื่อเราลองเปิดประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนของบทบัญญัติที่เกี่ยวกับสัญญาซื้อขายแล้ว จะเห็นว่ามีมาตราหนึ่งก็คือมาตรา 458 บัญญัติว่า “กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายนั้น ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขาย” เมื่อได้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงแล้ว เบื้องต้นเราต้องลองพิจารณาดูก่อนว่าตัวบทกฎหมายนี้มีถ้อยคำที่กำกวมไม่ชัดเจนหรือไม่ ถ้ามี เราก็ต้องตีความกฎหมายเสียก่อนที่จะนำไปปรับใช้กับข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความถูกต้องและเป็นธรรมที่สุด

          สมมติว่าเมื่อเราลองพิจารณาดูแล้วไม่จำเป็นต้องตีความเพราะกฎหมายชัดเจนอยู่แล้ว เราก็ดำเนินการขั้นต่อไป(แต่จริงๆแล้วบทบัญญัติในมาตรานี้มีถ้อยคำที่จะต้องตีความคือ “เมื่อได้ทำสัญญาซื้อขาย” แต่เราจะศึกษากันในภายหลัง)

          -ทีนี้เมื่อเราได้ข้อเท็จจริงและกฎหมายที่น่าจะเกี่ยวข้องกันแล้ว ลองปรับเข้ากันดูว่าเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงบอกว่าทำสัญญาซื้อขายกันแล้ว แต่ยังไม่ได้ชำระราคา เราลองดูมาตรา 458 กฎหมายบอกว่ากรรมสิทธิ์โอนเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกัน กฎหมายไม่ได้บอกว่าต้องชำระราคาก่อน หรือต้องมีการส่งมอบทรัพย์สินก่อน เพียงแต่หากทำสัญญาซื้อขายกันแล้วก็ถือว่ากรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อทันที เท่ากับแหวนเพชรวงนั้นได้ตกเป็นของ ก เรียบร้อยแล้ว แม้จะยังไม่ได้ชำระราคาค่าแหวนเพชรก็ตาม

          -เมื่อเราปรับข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมายแล้ว ก็ได้ผลลัพธ์คือ กรรมสิทธิ์ในแหวนเพชรเป็นของ ก แม้จะยังไม่ชำระราคาก็ตาม

          ส่วนถ้ามีปัญหาว่า หาก ก ไม่ยอมชำระราคาค่าแหวนนั้นจริงๆ เช่นนี้เจ้าของร้านจะมีทางออกเช่นไร เอาไว้เราจะศึกษากันภายหลังโดยละเอียดอีกครั้ง ถึงตรงนี้ขอให้เข้าใจถึงหลักเกณฑ์ในการใช้กฎหมายปรับเข้ากับข้อเท็จจริงก่อน

          ต่อไปเราลองมาดูอีกตัวอย่างหนึ่งโดยปรับเปลี่ยนข้อเท็จจริงจากเดิมเล็ก

          ตัวอย่างที่ 2 ก ต้องการซื้อแหวนเพชร จึงเข้าไปในร้านขายแหวนเพชรและขอซื้อแหวนเพชรวงหนึ่งจากเจ้าของร้าน โดยขอซื้อในราคาสูงกว่าป้ายที่ติดไว้และมีการเสนอชำระราคาให้ทันที แต่เจ้าของร้านยังไม่ตอบรับว่าจะขายหรือไม่ เช่นนี้ ก ถือเป็นเจ้าของแหวนเพชรวงนั้นหรือยัง

          -ข้อเท้จจริงคล้ายตัวอย่างที่ 1 แต่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่คำถามเดียวกันคือ ก ถือว่าเป็นเจ้าของแหวนเพชรวงนั้นหรือยัง เราก็พิจารณาในเบื้อต้นว่าน่าจะเป็นเรื่องสัญญาซื้อขายในส่วนของการโอนกรรมสิทธิ์อันเนื่องมาจากสัญญาซื้อขาย

          -กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์อันเนื่องมาจากสัญญาซื้อขายว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 458บัญญัติว่า “กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายนั้น ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขาย” เมื่อได้กฎหมายที่ดูจะเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงแล้ว เราก็ลองปรับกฎหมายเข้ากับข้อเท็จริงดู

          -ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ก ขอซื้อแหวนวงหนึ่ง โดยเสนอราคาที่สูงกว่าป้ายที่ติดไว้และขอชำระราคาโดยทันที แต่เจ้าของร้านยังไม่ได้ตอบรับว่าจะขายให้ เป็นกรณีที่ ก ขอทำสัญญาซื้อขายเพียงฝ่ายเดียว เมื่อยังไม่มีการตอบรับจากผู้ขายก็เท่ากับว่ายังไม่มีการตกลงทำสัญญาซื้อขายกันนั่นเอง ไม่เข้าหลักเกณฑ์การโอนกรรมสิทธิ์อันเนื่องมาจากสัญญาซื้อขายตามมาตรา 458

          - ดังนั้นนำข้อเท็จจริงมาปรับเข้ากับตัวบทกฎหมายแล้ว ได้ผลคือกรรมสิทธิ์ก็ยังไม่โอนไปยัง ก เพราะยังไม่มีการสัญญาซื้อขายกัน แหวนวงนั้นยังคงเป็นของทางร้านอยู่เช่นเดิม

          จะเห็นว่าการนำตัวบทกฎหมายมาตราเดียวกันมาปรับใช้ อาจได้ผลไม่ตรงกันก็ได้หากข้อเท็จจริงที่มีอยู่แตกต่างกัน เป็นการบ่งบอกว่าการพิจารณาวินิจฉัยคดีนั้นนอกจากจะต้องมีความรู้ทางด้านกฎหมายแล้ว ข้อมูลหรือรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนอาจก่อให้เกิดความผิดพลาดต่อการนำกฎหมายมาปรับใช้อย่างร้ายแรงได้

การอุดช่องว่างของกฎหมาย

          ช่องว่างของกฎหมายคืออะไรอย่างที่เคยกล่าวไว้แล้วว่าประเทศไทยเรารับระบบกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษรมาใช้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นกฎหมายในเรื่องใดๆก็ตามก็จะมีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้ศาลและผู้ใช้กฎหมายนำบทบัญญติเหล่านั้นไปปรับใช้กับข้อเท็จจริงต่างๆที่เกิดขึ้น แต่เนื่องมาจากสภาพแวดล้อม เทคโนโลยี เศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เป็นปัจจัยให้เกิดเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งกฎหมายทำให้กฎหมายลายลักษณ์อักษรที่มีลักษณะตายตัวไม่อาจเท่าทันและนำมาใช้แก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นภายหลังได้ ทั้งหมด จึงอาจเกิดกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดๆจะนำไปปรับใช้กับข้อเท็จจริงนั้นๆได้ ซึ่งเราเรียกกรณีที่เกิดขึ้นนี้ว่า “ช่องว่างของกฎหมาย

          โดยหลักแล้วศาลผู้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีจะปฏิเสธการพิจารณาคดีโดยให้เหตุผลว่าไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดๆที่จะนำมาปรับเข้ากับข้อเท็จจริงนั้นย่อมไม่อาจทำได้(ในบางประเทศผู้พิพากษาที่ปฏิเสธไม่พิจารณาคดีอาจมีความผิดได้ เช่น ประเทศฝรั่งเศส) ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาช่องว่างของกฎหมายที่เกิดขึ้นจึงต้องมีการอุดช่องว่างนั้นเสีย  

การอุดช่องว่างของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

          ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 4 วรรคที่สอง บัญญัติว่า “เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้นให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งและถ้าบทกฎหมายเช่นนั้นก็ไม่มีด้วยให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป

          จากบทบัญญติข้างต้นนี้จะเห็นได้ว่าสิ่งที่จะนำมาใช้ในการอุดช่องว่างของกฎหมายก็คือ จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น บทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และหลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งการจะนำมาใช้นั้นต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอนไม่ควรที่จะเลือกใช้ตามอำเภอใจ  คือ

          -ถ้าไม่มีกฎหมายใดที่จะมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงได้ อันดับแรกก็ให้นำจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นนั้นมาปรับใช้ก่อน

          -ถ้าไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นที่จะมาปรับใช้กับเรื่องนั้นๆได้ ก็อาศัยบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับใช้

          -และสุดท้ายหากไม่มีบทกฎหมายที่ใกล้เคียงพอจะนำมาปรับใช้ได้จึงให้นำหลักกฎหมายทั่วไปมาใช้ปรับเข้ากับข้อเท็จจริงนั้น

          1.จารีตประเพณี  คือ ระเบียบแบบแผนหรือแนวทางการประพฤติปฏิบัติที่สืบทอดกันมาช้านานและเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ซึ่งแต่เดิมนั้นกฎหมายก็มีที่มาหรือได้รับแนวทางจากจารีตประเพณีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่จารีตประเพณีที่จะนำมาอุดช่องว่างของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 4 นั้น ต้องมีสาระสำคัญคือ

          -ต้องเป็นจารีตประเพณีที่เป็นที่ยอมรับและถือปฏิบัติของคนในสังคม

          -จารีตประเพณีนั้นต้องไม่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองหรือศีลธรรมอันดีทั้งหลายของคนในสังคม

          -จารีตประเพณีนั้นต้องเป็นจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ซึ่งความหมายของจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น หมายถึงจารีตประเพณีของประเทศไทยเรานั่นเอง

          -จารีตประเพณีนั้นต้องมีเหตุผลและความเป็นธรรม

          2.บทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง คือ การนำข้อเท็จจริงใดที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ไปเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงที่มีกฎหมายบัญญัติไว้แล้วดูว่ามีความใกล้เคียงกันหรือคล้ายคลึงกันหรือไม่ ถ้ามีความใกล้เคียงกันถึงขนาดหรือก็คือมีความใกล้เคียงกันอย่างมาก ก็ให้นำบทบัญญัตินั้นมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ได้ ซึ่งหลักการใช้บทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งนี้มาจากหลักที่ว่า “สิ่งที่เหมือนกันควรจะได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกันหรือเท่าเทียมกัน

          การเทียบเคียงกฎหมายนี้นอกจากจะพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ใกล้เคียงกันแล้ว อาจต้องพิจารณาไปถึงเนื้อหาหรือเจตนารมณ์ของกฎหมาย หรือแม้กระทั่งถึงตำแหน่งหรือหมวดหมู่ของกฎหมายด้วย ฯลฯ ซึ่งจากที่ได้ลองศึกษาดูแล้วนักกฎหมายแต่ละคนจะมีหลักเกณฑ์การเทียบเคียงที่แตกต่างกัน แต่อยู่บนหลักที่ว่าข้อเท็จจริงทั้งสองเรื่องที่นำมาเปรียบเทียบกันต้องมีความใกล้เคียงกันอย่างมากเป็นพื้นฐาน

          3.หลักกฎหมายทั่วไป เป็นการอุดช่องว่างกฎหมายที่จะนำมาใช้ในลำดับสุดท้าย ในกรณีที่ไม่มีทั้งจารีตประเพณีและบทกฎหมายที่ใก้ลเคียงอย่างยิ่งนำมาปรับใช้ได้ หลักกฎหมายทั่วไปนั้นโดยแท้จริงแล้วไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นหลักความยุติธรรมต่างๆซึ่งประกอบด้วยเหตุผลทางกฎหมาย ไม่ใช่หลักกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นหลักที่เป็นการสากลและนานาประเทศนำไปใช้เป็นหลักหรือแนวทางของกฎหมาย อาจจะเป็นหลักการที่อยู่ในระบบกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษรหรือไม่ใช่ลายลักษณ์อักษรก็ได้ หรืออาจมาจากแนวคิดในทางนิติปรัชญาก็ได้ ฯลฯ แต่ต้องเป็นหลักที่ก่อให้เกิดความยุติธรรมและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป